แชร์

ขั้นตอนสู่ความสำเร็จของ PDCA

อัพเดทล่าสุด: 30 ส.ค. 2024
6670 ผู้เข้าชม

PDCA คืออะไร

     PDCA คือ วงจรบริหารงานคุณภาพ ประกอบไปด้วย 4 ขั้นตอน Plan-Do-Check-Act เป็นกระบวนการที่ใช้ปรับปรุงการทำงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีเป้าหมายเพื่อแก้ปัญหาและเกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (Continuous improvement) จุดเด่นคือเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้เรื่อย ๆ จนกลายเป็น วงจร (Cycle) วนลูปนั่นเอง

     แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นมาช่วงปี 1950s โดยบิดาแห่งการควบคุมคุณภาพสมัยใหม่ ดร.วิลเลียม เอ็ดเวิร์ด เดมิ่ง (Dr. William Edward Deming) ซึ่งพัฒนามาจากปรมาจารย์ของเขาอีกที วอลเตอร์ เอ ชิวฮาร์ท (Walter Andrew Shewhart) ทำให้วงจรนี้มีชื่อเรียกอื่นว่า Deming Cycle หรือ Shewhart Cycle

ประโยชน์ของ PDCA

เรียบง่ายและทำซ้ำได้ คือคุณสมบัติหลักของวงจรบริหารงานคุณภาพ สิ่งนี้ทำให้ PDCA มีประโยชน์เหนือเครื่องมืออื่นดังนี้

  • สร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลที่ดีกว่า  เพราะกระบวนการนี้เริ่มต้นที่ปัญหา และต้องการแก้ไขมันเพื่อนำไปสู่เป้าหมายขององค์กร

  • เกิดการปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง  เพราะเป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ในระยะยาว จึงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดหากปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง

  • ทำให้ตัดสินใจง่ายขึ้น  เพราะมีการตั้งเป้าหมายและการวัดผลที่ชัดเจน ข้อมูลที่ได้มาสามารถนำมาวิเคราะห์เพื่อพัฒนาองค์กรต่อไป

  • ลดความเสี่ยงในการจัดการ  เพราะกระบวนนี้ประยุกต์ใช้กับทีมเล็ก ๆ ก่อน หากเกิดความผิดพลาดก็จะควบคุมสถานการณ์ได้ง่ายกว่า ทั้งยังสามารถอุดรอยรั่วไม่ให้เกิดความเสี่ยงในอนาคต

อย่างไรก็ตาม PDCA ไม่เหมาะกับโครงการที่ต้องการแก้ปัญหาอย่างเร่งด่วน เพราะต้องใช้ระยะเวลายาวนานในการดำเนินการ ฉะนั้นถ้าเป็นโปรเจกต์สั้น ๆ เครื่องมืออื่นอาจจะตอบโจทย์กว่า

4 ขั้นตอนสู่ความสำเร็จของ PDCA

โครงสร้าง PDCA ประกอบ 4 ขั้นตอน ดังนี้

  • P Plan คือ การวางแผน

  • D DO คือ การปฏิบัติตามแผน

  • C Check คือ การตรวจสอบ

  • A Act คือ การปรับปรุงการดำเนินการ

P Plan ระบุและวิเคราะห์ปัญหา

     เริ่มต้นการวางแผนจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนเสียก่อน โดยขั้นตอนนี้ต้องกำหนดให้ครอบคลุมทั้งกระบวนการตั้งแต่เริ่มไปจนถึงสุดสิ้นสุดว่า มีปัญหาอะไรที่จะต้องแก้ไข ใครเป็นผู้รับผิดชอบที่เกี่ยวข้อง กระบวนการค้นหาข้อมูลคืออะไร กระบวนการแก้ไขคืออะไร โดยเฉพาะระบุตัวชี้วัด เช่น KPIs หรือ OKR ที่ชัดเจน แล้วทำออกมาเป็นแผนการดำเนินงาน (Action Plan) ซึ่งสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความเหมาะสม

D DO พัฒนาทางออกและดำเนินการตามแผน

     หลังจากกำหนดแผนแล้วก็ถึงเวลาที่จะลงมือทำ เพราะเราจะต้องนำแผนดังกล่าวมาใช้จริง ดำเนินการจริง เพื่อให้เห็นผลลัพธ์จริง

     ในขั้นตอนนี้ทุกคนต้องระลึกไว้เสมอว่า การดำเนินการจะเกิดปัญหาอื่นตามมาเสมอ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าควรใช้แผนดังกล่าวกับทีมนำร่องไม่กี่คนหรือเป็นโปรเจกต์เล็ก ๆ เสียก่อน เพราะสภาพแวดล้อมที่ควบคุมได้จะป้องกันความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ให้ส่งผลกระทบไปทั้งบริษัท

C Check ประเมินและสรุปผล

     เมื่อดำเนินการมาถึงจุดหนึ่งแล้ว เราจะต้องตรวจสอบให้ได้ว่า แผนดังกล่าวมีผลลัพธ์เป็นไปตามตัวชี้วัดที่ต้องการหรือไม่

     ถ้าประสบความสำเร็จตามตัวชี้วัด ก็สามารถดำเนินการไปสู่ขั้นตอนสุดท้ายได้เลย แต่ถ้าไม่ประสบความสำเร็จ ก็ควรนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา แล้วดำเนินการขั้นตอนที่ 1 3 ใหม่จนกว่าจะประสบความสำเร็จหรือผ่านตัวชี้วัดที่กำหนดไว้

A Act ปรับปรุงแก้ไขและวางแผนใหม่ต่อไป

     ถ้าการปฏิบัติแผนดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ก็ถึงเวลานำแผนนั้นมาประยุกต์ใช้กับทุกคนองค์กร ผ่านการประกาศ ประชุม อีเมล หรือการจัดการอบรมภายในบริษัท เพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงจนเกิดตามมาตรฐานใหม่

     ทั้งนี้ อย่าลืมว่า PDCA เป็นกระบวนการที่ทำซ้ำได้ ไม่ใช่สำเร็จแล้วจะหยุดเลยทันที ทางที่ดีเราควรต่อยอดแผนใหม่ภายใต้ความคิดว่า จะต้องดีกว่าเดิมเสมอ และมองหาวิธีใหม่ ๆ เพื่อปรับปรุงพัฒนาองค์กรไปเรื่อย ๆ อย่างไม่มีวันหยุด

บทสรุป

     ถึงแม้วงจรบริหารงานคุณภาพ PDCA จะเกิดขึ้นมาตั้งแต่ปี 1950s แต่ก็ยังสามารถประยุกต์ใช้ได้ดีในปัจจุบัน เพราะการทำธุรกิจ, การบริหารงาน, การจัดการทรัพยากรบุคคล หรือแม้แต่การใช้ชีวิตประจำวันของเราหนีไม่พ้นการเผชิญหน้ากับปัญหา อยู่ที่ว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไรต่างหาก

     PDCA จึงเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ช่วยให้ทุกคนแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสร้างให้เกิดการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ผ่าน 4 ขั้นตอนง่าย ๆ แค่ วางแผน-ปฏิบัติ-ตรวจสอบ-ปรับปรุงแก้ไข ซึ่งสามารถทำซ้ำใหม่ได้เรื่อย ๆ

     ไม่แปลกที่ PDCA จะกลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่หลายองค์กรนำไปประยุกต์ใช้ กระทั่งเกิดการพัฒนาอย่างไม่มีที่สิ้นสุด

 

 

 

BY : NOON (CC) 

ที่มาของข้อมูล :  hrnote.asia


บทความที่เกี่ยวข้อง
โลจิสติกส์ไทยกำลังโตจริงไหม? อนาคตสายนี้ในอีก 5 ปี
โลจิสติกส์ไทยกำลังโตจริงหรือไม่ วิเคราะห์อนาคตสายโลจิสติกส์ในอีก 5 ปี ใครรอด ใครเสี่ยง อ่านก่อนเลือกเส้นทางอาชีพ
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
2 มี.ค. 2026
รถสำรองฉุกเฉิน (Backup Fleet): บริการรถตู้ทึบสแตนด์บาย เมื่อรถของบริษัทคุณเสียหรือเกิดอุบัติเหตุ
ในโลกของการขนส่งและโลจิสติกส์ B2B "ความแน่นอนคือความไม่แน่นอน" ไม่ว่าคุณจะบำรุงรักษารถบรรทุกของบริษัทดีแค่ไหน แต่เหตุสุดวิสัยบนท้องถนน เช่น รถเสียกลางทาง เครื่องยนต์น็อก ยางระเบิด หรืออุบัติเหตุเฉี่ยวชน ก็ยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้เสมอ ลองจินตนาการดูว่า หากรถที่กำลังบรรทุกสินค้ามูลค่าหลักแสน หรือเป็นชิ้นส่วนสำคัญที่ต้องส่งเข้าสายพานการผลิต เกิดจอดตายนิ่งอยู่ริมถนน... สิ่งที่พังทลายลงมาไม่ใช่แค่ชิ้นส่วนรถยนต์ แต่คือ "ความเชื่อมั่นของลูกค้า" และ "ค่าปรับความล่าช้า" มหาศาล! วันนี้ BS Transport จะพามาดูว่า ทำไมบริการ "รถสำรองฉุกเฉิน (Backup Fleet)" ถึงเป็นโซลูชันกู้ชีพที่ทุกบริษัทต้องมีแพลน B เตรียมไว้ครับ!
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
16 มี.ค. 2026
การขนส่งทางเครื่องบิน เหมาะกับสินค้าชนิดใด ?
การเลือกใช้การขนส่งทางเครื่องบินจะขึ้นอยู่กับประเภทของสินค้า ความเร่งด่วนในการส่งมอบ และงบประมาณที่กำหนด
ออกแบบโลโก้__5_.png ไม่ระบุผู้เขียน
9 ธ.ค. 2024
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้