แชร์

การรับมือ 6 ปัญหาการขนส่งในอนาคต

noimageauthor นักศึกษาฝึกงาน(คลัง)
อัพเดทล่าสุด: 30 ม.ค. 2025
772 ผู้เข้าชม

ในการประกอบธุรกิจย่อมต้องเผชิญกับปัญหา/อุปสรรคต่างๆ และเป็นไปได้ยากที่เราจะสามารถคาดการณ์อนาคต หรือการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อธุรกิจเราได้ล่วงหน้า และนั้นเป็นที่มาของกิจกรรม workshop ที่ถูกจัดขึ้นโดย The Share-Use Mobility Center เพื่อเป็นเสมือน Simulator ในการทดสอบรูปแบบและแนวทางการแก้ไขต่อปัญหาด้านการขนส่งในปัจจุบัน ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย การทดสอบจึงสมมติเหตุการณ์ 6 รูปแบบที่น่าสนใจ ดังนี้
 

1. ไม่สามารถสร้างถนนในเมืองเพิ่มได้อีก
ที่ผ่านมาเมื่อการจราจรติดขัดอันเนื่องมาจากปริมาณรถที่เพิ่มมากขึ้น การแก้ปัญหาก็หนีไม่พ้นการขยายถนนให้กว้างขึ้น หรือเพิ่มเส้นทางในจุดต่างๆมากขึ้น แต่หากเราเข้าใจแนวคิดนี้ เมื่อสถานการณ์ทำให้เราไม่สามารถสร้างถนนในเมืองเพิ่มได้อีก เราจะแก้ไขปัญหาอย่างไร?? ใช่ กลับมามองที่จุดเริ่มต้น เราต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ถนนสำหรับการขนส่งที่หลากหลาย Jay Kim ตัวแทนจากหน่วยงานการขนส่งของ Los Angeles กล่าวว่า กรุงเทพมหานคร เป็นจังหวัดที่มีการใช้รถมากที่สุดในประเทศ การจราจรที่หนาแน่นเกิดจากการที่เราไม่สามารถสร้างถนนเพื่อรองรับปริมาณรถยนต์ที่มีมากขึ้นได้ ฉะนั้น วิธีการที่จะช่วยให้การขนส่งของกรุงเทพมหานครดีขึ้น คือจะต้องเพิ่มพื้นที่ถนน ในขณะเดียวกันก็ต้องลดปริมาณรถบนถนนด้วย ตัวอย่างเช่น เพิ่มพื้นที่ถนนโดยการการจัดเจ้าหน้าที่ตำรวจจราจรไปประจำจุดที่มีการจราจรติดขัด เพื่ออำนวยความสะดวก การกำหนดเขตห้ามหยุดและห้ามจอด การติดตั้งป้ายสัญญาณจราจร ป้ายแนะนำเส้นทางต่าง ๆ การกวดขันวินัยจราจร เป็นต้น ในขณะเดียวกัน การลดปริมาณรถบนถนนก็สามารถทำได้โดย การรณรงค์ใช้รถสาธารณะ การจัดหาพื้นที่จอดรถ การห้ามรถใหญ่เข้าไปใช้ถนนในบ้างเส้นทาง เป็นต้น
 
2. ถนนเดิมไม่ดี ก็ต้องออกแบบถนนใหม่
แนวคิดนี้เป็นการออกแบบถนนใหม่ให้เป็น Complete Streets คือถนนที่สามารถใข้งานได้ทั้งรถยนต์ คนเดินทางเท้า จักรยาน และรถยนต์ความเร็วต่ำอื่น ๆ โดยในประเทศไทยเอง ก็มีการพัฒนา Complete Streets เรื่อยมา โดยมีการจัด Workshop เพื่อปรับปรุงกายภาพของถนนในพื้นที่เขตเมืองเพื่อให้เป็นสถานที่ใช้ประโยชน์ร่วมกันของประชาชน ลดความเร็วของรถยนต์ ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความปลอดภัยให้กับคนเดินถนน และคนใช้จักรยาน รวมถึงออกแบบให้ถนนรองรับกิจกรรมการสัญจรสีเขียว ซึ่งได้แก่ทางเดินเท้า ทางจักรยาน รางของระบบรถไฟฟ้าขนส่งมวลชน ซึ่งผลการพัฒนาจะทำให้ถนนกลายเป็นพื้นที่นันทนการที่สามารถใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจ และการออกกำลังกายได้อีกด้วย
 
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                              3.เทคโนโลยี Ride-Hailing ช่วยอำนายความสะดวกด้านการเดินทาง
จะเห็นได้จากการที่มีแอพพลิเคชั่นไม่ว่าจะเป็น Grab หรือ Uber เกิดขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกในการใช้รถใช้ถนนมากขึ้น กล่าวคือ ไม่ต้องเดินออกไปเรียกรถแท๊กซี่เอง เพียงแค่ใช้แอพพลิเคชั่นเหล่านี้ ก็จะมีรถมารับถึงที่ ซึ่งเทคโนโลยีนี้ นอกจากจะช่วยลดจำนวนรถบนถนนแล้ว ยังสามารถเพิ่มความปลอดภัยบนถนนได้อีกด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็ต้องระวังไม่ให้มีจำนวนรถมากเกินไปเหมือนอย่างประเทศจีน ที่ผู้ให้บริการรายใหญ่ที่สุดของจีน มีรถยนต์มากกว่า 15 ล้านคัน ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง บริษัทแท๊กซี่ในนครเซี่ยงไฮ ได้ร้องเรียนให้รัฐบาลควบคุมปริมาณรถยนต์ร่วมโดยสารเหล่านี้มากขึ้นเพราะมันเป็นการละเมิดกฎหมายด้านการคมนาคมของจีนด้วย
 

 
4. โหมดการขนส่งแบบใหม่ต้องอยู่ในดุลภาคการขนส่ง
Seleta Reynolds ตัวแทนของหน่วยงานการขนส่งของ Los Angeles กล่าวว่า ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีทำให้การขนส่งมีความสะดวกมากขึ้น ตราบใดที่คุณมีบัตรเครดิตอยู่ แล้วคนที่ไม่มีบัตรเครดิตที่ต้องพึ่งพาการขนส่งมวลชนในปัจจุบันจะทำอย่างไร ช่องว่างด้านรายได้ถือเป็นอุปสรรคที่สำคัญมาก เราจำเป็นที่จะต้องหาโมเดลการขนส่งที่จะให้บริการแก่บุคคลที่ไม่มีบัญชีธนาคารเหล่านั้นด้วย ในประเทศไทย คนที่มีรายได้สูงก็จะซื้อรถยนต์ส่วนตัว บางคนมีมากกว่า 1 คันเสียด้วย แต่สำหรับคนที่มีรายได้ไม่มาก ก็ยังต้องอาศัยรถสาธารณะในการเดินทางอยู่ ซึ่งปัจจุบัน ก็มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรถเมล์ รถตู้ โดยเฉพาะรถไฟฟ้าที่ไม่ว่าจะเป็นสายสีแดง สายสีม่วง สายสีเขียว สายสีน้ำเงิน สายสีส้ม สายสีชมพู และสายอื่น ๆ รวมไปถึงส่วนต่อขยายที่ขยายการให้บริการจากสายเดิม ทั้งหมดก็เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                       
5.ด้วยวิธีการเดินทางที่หลากหลาย เราต้องการวิธีการจ่ายเงินที่ง่าย
รูปแบบการเดินทางใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเลือกใช้ประเภทของรถให้เหมาะสมกับการเดินทาง เช่นเดียวกับวิธีชำระเงินที่เหมาะสม ซึ่งในปัจจุบัน เราก็จะเห็นว่ามีวิธีการชำระเงินที่หลากหลายมาก ไม่ว่าจะเป็นการชำระผ่านบัตรเครดิต การชำระผ่านบัตรเติมเงิน ชำระผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือล่าสุดก็คือ BitCoin ที่เป็นสกุลเงินดิจิตอลที่ใช้สำหรับทั้งช่องทาง Online และ Offline ทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับการเดินทางในประเทศไทย ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการชำระด้วยเงินสด หรือชำระผ่านบัตรเครดิต ซึ่งถือเป็นช่องทางที่อำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการอย่างมาก แต่เราก็จะต้องศึกษาหาวิธีการใหม่ ๆ ที่จะอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการด้วย เพราะจากการศึกษาของ Visa พบว่า แนวโน้มของคนไทยใช้เงินสดน้อยลง และหันมาใช้จ่ายผ่านสมาร์ทโฟนมากขึ้น ต่อไปในอนาคตอาจจะไม่มีใครพกเงินสดเลยก็เป็นได้ ผู้ให้บริการเองก็จะต้องปรับตัวให้พร้อมกับการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันด้วย
                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                                     
6.ปัญหา First Mile และ Last Mile
Frist Mile ก็คือ การขนส่งจากต้นทาง/โรงงานมาที่คลัง ส่วน Last Mile คือการขนส่งจากคลังไปที่ลูกค้าปลายทาง ซึ่งทั้ง 2 กระบวนการก็จะมีปัญหาต่างๆเกิดขึ้น จากการศึกษาของ Jarrett Walker พบว่า ผู้คนส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาเวลาจะเดินทางโดยรถสาธารณะ จะไม่ชอบเดินมาป้ายรถสาธารณะไกลกว่า ¼ ไมล์ (Frist Mile) ในขณะเดียวกัน หากอยู่ที่ป้ายรถสาธารณะแล้ว ก็จะไม่ชอบเดินจากป้ายไปขึ้นรถเกิน ¼ ไมล์(Last Mile) เช่นเดียวกัน แต่ปัญหาคือคนขับมักจะจอดเลยในระยะ ¼ ไมล์ ซึ่งถือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นอยู่เสมอ แต่เมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทาง Walker ร่วมมือกับ Uber ในการขจัดปัญหาดังกล่าว โดยอาศัยกระบวนการทำงานของ Uber ที่ทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น เพียงบอกว่าเราอยู่ไหน และต้องการไปที่ไหน ก็จะมีรถของ Uber มารับ-ส่งเราถึงที่ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหา FM/LM ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเพียงการทดลองถึงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งบางส่วนเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงยังมีด้านอื่น ๆ อีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นต้นทุน พนักงานขับรถ ความปลอดภัย เป็นต้น ซึ่งทุก ๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะต้องเฝ้าระวัง วางแผนป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น รวมถึงนำความผิดพลาดที่เคยเกิดขึ้นในอดีตมาเป็นบทเรียน เพื่อที่จะป้องกันไม่ให้เกิดปัญหานั้น ๆ อีกในอนาคต ถึงจะเรียกว่าเป็นการทำ Solutions ที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง

BY : Tonkla

ที่มา : scgjwd.com


บทความที่เกี่ยวข้อง
FTL vs LTL: เหมาคัน หรือ ฝากส่ง แบบไหนเหมาะกับธุรกิจคุณ?
FTL vs LTL: เหมาคัน หรือ ฝากส่ง? เลือกแบบไหนให้ประหยัดต้นทุนและตอบโจทย์ธุรกิจ Meta Description: สับสนระหว่าง FTL (เหมาคัน) กับ LTL (ฝากส่ง) ใช่ไหม? เจาะลึกข้อดี-ข้อเสียของรูปแบบการขนส่งทั้ง 2 แบบ วิธีเลือกให้เหมาะกับปริมาณของ และเทคนิคลดต้นทุนขนส่งที่คุณต้องรู้
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
6 ธ.ค. 2025
ส่งของชิ้นใหญ่/แตกหักง่าย ให้ถึงมือลูกค้าแบบ "ไร้รอยขีดข่วน" ต้องเตรียมตัวอย่างไร?
ฝันร้ายของคนขายของชิ้นใหญ่ คือลูกค้าเปิดกล่องมาแล้วเจอ "ซาก" สำหรับร้านค้าที่ขายเฟอร์นิเจอร์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ของแต่งบ้าน หรืออะไหล่ยนต์ การได้รับออเดอร์นั้นเป็นเรื่องน่าดีใจ แต่ช่วงเวลาที่น่ากังวลที่สุดคือ "ระหว่างทางขนส่ง" เพราะสินค้าที่มีขนาดใหญ่ (Bulky Items) หรือมีความเปราะบาง (Fragile) หากจัดการไม่ดี ความเสี่ยงที่จะเกิดรอยขีดข่วน บุบ หรือแตกหัก มีสูงมาก และความเสียหายนั้นไม่ได้จบแค่การเคลมสินค้า แต่มันหมายถึง "ความเชื่อมั่น" ของลูกค้าที่ลดลงทันที วันนี้ BS Group จะมาแชร์เทคนิคการเตรียมตัวและจัดการสินค้ากลุ่มนี้ ให้ถึงมือลูกค้าแบบปลอดภัย 100% เหมือนรับจากมือคุณเองครับ
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
6 ธ.ค. 2025
Nostalgia Marketing: เจาะลึกกลยุทธ์ "ถวิลหาอดีต" เปลี่ยนความทรงจำวัยเยาว์ให้เป็นยอดขายถล่มทลาย
เคยไหม? ที่เผลอหยุดดูโฆษณาเพียงเพราะเพลงประกอบเป็นเพลงฮิตยุค 90s หรือตัดสินใจซื้อขนมรุ่นลิมิเต็ดเพียงเพราะแพ็กเกจจิ้งหน้าตาเหมือนตอนที่คุณยังเป็นเด็ก อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลลัพธ์ของจิตวิทยาอันทรงพลังที่เรียกว่า "Nostalgia Marketing" หรือการตลาดแบบถวิลหาอดีต ในยุคที่โลกหมุนไวและเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงทุกวินาที ผู้คนจำนวนมากกลับโหยหาความอบอุ่นและความสุขที่คุ้นเคยในวันวาน แบรนด์ที่ฉลาดจึงใช้โอกาสนี้สร้าง "สะพาน" เชื่อมโยงความทรงจำเหล่านั้นสู่อนาคต... และยอดขาย
ร่วมมือ.jpg Contact Center
5 ธ.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ