แชร์

ทางหลวงในประเทศไทยมีกี่ประเภท ต่างกันอย่างไร?

noimageauthor นักศึกษาฝึกงาน(คลัง)
อัพเดทล่าสุด: 11 ม.ค. 2025
2750 ผู้เข้าชม

คนมีรถต้องรู้ ทางหลวงในประเทศไทยมีอะไรบ้าง จะได้วางแผนการเดินทางได้ง่ายขึ้น
ทุกครั้งที่ต้องออกเดินทางไม่ว่าจะใกล้หรือไกล ถนนแต่ละเส้นทางย่อมมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะทางหลวงที่หลายคนน่าจะพอคุ้นชื่อกันมาบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าทางหลวงก็แยกออกมาได้อีกหลายประเภท และแต่ละประเภทก็มีความหมายเฉพาะตัว มาดูกันดีกว่าว่า ทางหลวงในประเทศไทยมีกี่ประเภท และมีความแตกต่างกันอย่างไร?



(เครดิตรูปภาพ: posttoday)

ทางหลวงพิเศษ (มอเตอร์เวย์)
เชื่อว่าแทบทุกคนจะต้องเคยได้ยินหรือเคยขึ้นมอเตอร์เวย์กันมาแล้ว แต่รู้หรือเปล่าว่ามอเตอร์เวย์คืออะไรกันแน่?ทางหลวงพิเศษ หรือ มอเตอร์เวย์ เป็นทางหลวงที่ช่วยให้ผู้ใช้รถใช้ถนนผ่านทางได้ตลอดเวลาอย่างรวดเร็วเป็นพิเศษ โดยจะมีการควบคุมจุดเข้าออกรถ และมีการเก็บค่าผ่านทางเพื่อเป็นค่าบริการ (ป้ายสีน้ำเงิน) ซึ่งรถแต่ละประเภทและจุดผ่านทางแต่ละด่านจะมีค่าผ่านทางที่แตกต่างกันออกไป โปรดตรวจสอบข้อมูลให้ดีก่อนเดินทาง


(เครดิตรูปภาพ: wikiwand)


ทางหลวงแผ่นดิน
เรียกว่าเป็นถนนทางหลวงสายหลักที่เชื่อมต่อระหว่างภาค จังหวัด และอำเภอต่าง ๆ โดยจะมีเลขตั้งแต่ 1-4 หลักกำกับไว้บนป้ายเพื่อแบ่งหมวดหมู่เส้นทาง
ทางหลวงที่มีหมายเลขตัวเดียว คือ ทางหลวงหลักที่สามารถเดินทางข้ามไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ได้โดยมีจุดเริ่มต้นจากกรุงเทพ ได้แก่ ถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1), ถนนมิตรภาพ (ทางหลวงหมายเลข 2), ถนนสุขุมวิท (ทางหลวงหมายเลข 3), ถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4)
ทางหลวงที่มีหมายเลข 2 หลัก คือ เส้นทางสายประธานที่เชื่อมจากทางหลวงหลักเข้าไปสู่พื้นที่ในแต่ละจังหวัด
ทางหลวงที่มีหมายเลข 3 หลัก คือ เส้นทางสายรองประธานที่เชื่อมต่อจากทางหลวงหลัก หรือเส้นทางสายประธาน เพื่อเข้าไปพื้นที่ย่อยในจังหวัดนั้น ๆ อีกที
ทางหลวงที่มีหมายเลข 4 หลัก คือ เส้นทางในการเข้าสู่พื้นที่ย่อยในแต่ละอำเภอของจังหวัดนั้น ๆ

(เครดิตรูปภาพ: kaohoon)


ทางหลวงชนบท
เป็นทางหลวงที่นิยมใช้หมายเลขทางหลวงแผ่นดิน ชื่อหมู่บ้าน หรือชื่อสถานที่ที่เป็นจุดสำคัญของพื้นที่นั้น ๆ และเป็นจุดเริ่มต้นของโครงการและจุดสิ้นสุดโครงการในเส้นทางนั้นมาตั้งเป็นชื่อถนน เช่น สายแยกทางหลวงหมายเลข 314 บ้านลาดกระบัง เป็นต้น ต่อมามีการเพิ่มรหัสสายทางเข้ามา เพื่อบอกว่าเส้นทางสายนั้น ๆ อยู่ในจังหวัดอะไร จะได้ไม่สับสนเส้นทาง ซึ่งรหัสสายทางจะประกอบไปด้วยตัวอักษรย่อของจังหวัด 2 ตัว และเลขทางหลวงชนบท 4 ตัว โดยมีความหมายดังนี้
ตัวอักษรย่อ : จะใช้เพื่อสื่อถึงชื่อจังหวัดที่ตั้งของสายทางนั้น ๆ เช่น นบ. คือ ทางหลวงชนบทที่อยู่ในเขตนนทบุรี
หมายเลข : หมายเลขตัวแรกจะบอกลักษณะการเชื่อมโยงของสายทางว่าจุดเริ่มต้นมาจากไหน เป็นยังไง โดยมีทั้งหมด 6 หมายเลข คือ
1 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงแผ่นดินที่มีเลขตัวเดียว

2 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงแผ่นดินที่มีเลข 2 หลัก

3 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงแผ่นดินที่มีเลข 3 หลัก

4 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงแผ่นดินที่มีเลข 4 หลัก

5 หมายถึง เริ่มต้นจากทางหลวงชนบทหรือทางหลวงท้องถิ่น

6 หมายถึง เริ่มต้นจากสถานที่ต่าง ๆ เช่น บ้าน วัด โรงเรียน

 

 

(เครดิตรูปภาพ: wikipedia)


ทางหลวงท้องถิ่น
ใครที่เดินทางออกต่างจังหวัดบ่อย ๆ น่าจะเคยเห็นป้ายข้างทางแบบนี้อยู่เป็นประจำ ซึ่งเป็นป้ายเพื่อบอกรหัสสายทางของทางหลวงท้องถิ่น ประกอบไปด้วยตัวอักษร 3 ตัว และตัวเลข 5 ตัว เช่น สข. ถ 25-100 โดยตัวอักษร 2 ตัวแรกเป็นชื่อย่อของจังหวัด แปลว่า สข. = สงขลา และอักษรตัวที่ 3 จะเป็น ถ ทุกทางหลวงท้องถิ่น ส่วนตัวเลขอีก 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นลำดับองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นภายในจังหวัด ส่วนตัวเลขส่วนท้ายจะหมายถึงลำดับของสายทางหรือถนนที่ลงทะเบียนในเขตองค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นนั้น

ดังนั้น รหัสสายทางของทางหลวงท้องถิ่น คือ สข. ถ 25-100 หมายถึง ทางหลวงท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดสงขลา มีเทศบาลตำบลนาทวีเป็นผู้รับผิดชอบ และลำดับสายทางที่ลงทะเบียนไว้คือ 100

(เครดิตรูปภาพ: wikiwand)

ทางหลวงสัมปทาน
แน่นอนว่าเป็นทางหลวงที่รัฐให้สิทธิ์เอกชนในการถือสัมปทาน มีระบบหมายเลขทางหลวงเหมือนกับทางหลวงแผ่นดิน หรือทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองอย่างใดอย่างหนึ่ง ขึ้นอยู่กับลักษณะของทางหลวงสัมปทานนั้นว่ามีลักษณะอย่างไร

BY : Tonkla

ที่มา : motorist.co.th


บทความที่เกี่ยวข้อง
Warehouse Automation ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการส่งออกอย่างไร?
ในการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศ ความรวดเร็วและความแม่นยำในการดำเนินการโลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง Warehouse Automation หรือ "ระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า" จึงกลายเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
S__2711596.jpg BS&DC SAI5
24 พ.ค. 2025
เลิก "เดา" แล้วใช้ "ข้อมูล"! เจาะลึก Big Data: เปลี่ยน "ประวัติการขนส่ง" ให้เป็นแผนสั่งของที่แม่นยำราวจับวาง
คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหมครับ? "สั่งของมาตุนไว้เยอะเกินไปจนล้นโกดัง เพราะกลัวของขาด" "กะเวลาของเข้าพลาด รถติด ของมาส่งไม่ทัน ไลน์ผลิตต้องหยุดชะงัก" "ช่วงโปรโมชั่นขายดีมาก แต่สั่งรถขนส่งไม่ทัน เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า" ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการบริหารจัดการแบบ "ใช้สัญชาตญาณ" (Gut Feeling) ครับ แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่มี "ข้อมูล" (Data) มากที่สุด วันนี้ BS Transport จะพาคุณไปดูว่า กองเอกสารและประวัติการขนส่งที่คุณมีอยู่ในมือ (ที่เรียกว่า Big Data) สามารถเปลี่ยนเป็น "คัมภีร์" ที่ช่วยให้คุณวางแผนสั่งของล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร?
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
26 ม.ค. 2026
เมื่อข้อมูลเดินเร็วกว่าสินค้า: โลกของโลจิสติกส์ดิจิทัลแบบเรียลไทม์
พัสดุของคุณกำลังมุ่งหน้าออกจากศูนย์กระจายสินค้าใกล้บ้าน” หรือแม้แต่ก่อนรถจะถึงบ้าน ระบบก็แจ้งเตือนล่วงหน้าให้คุณเตรียมรับพัสดุได้พอดี
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
13 ต.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้