หมดปัญหา “สต๊อกขาด” “สต๊อกล้น” แก้ได้ด้วย 5 ตัวช่วย
อัพเดทล่าสุด: 11 ม.ค. 2025
932 ผู้เข้าชม

พ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์มักจะพลาดท่ากันบ่อยจากกับดักสต๊อกล้น สต๊อกขาด เพราะไม่มีการวางแผนจัดการสต๊อกสินค้าให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ของการขายของออนไลน์ เพราะจะทำให้ร้านค้าเสี่ยงขาดทุนสูง ไม่ว่าจะเป็นเงินทุนที่จมเพราะขายของไม่ออกหรือพลาดโอกาสในการขายเพราะของหมดสต๊อก ปัญหาเหล่านี้ต้องรีบรับมือให้ทันก่อนสายเกินแก้
1. ใช้ระบบ First-In-First-Out (FIFO) ในการจัดการสต็อก
วิธีนี้เหมาะกับสินค้าหลายชนิด แต่จะเหมาะมากกับสินค้าที่มีวันหมดอายุหรือสินค้าประเภทแฟชันที่อาจตกเทรนด์ได้ไว ถ้าขายของออกหมดก่อนก็จะไม่มีปัญหาสต๊อกสินค้าล้นหรือของหมดอายุอีกต่อไป ทำได้ง่าย ๆ แค่จัดเรียงสินค้าตามลำดับที่เข้ามาในสต๊อก หรือติดฉลากวันที่รับของไว้บนสินค้าของเราจะได้ไม่พลาด แต่ถ้าทำคนเดียวไม่ไหวก็อาจจะเทรนให้พนักงานหยิบของที่อยู่หน้าสุดของชั้นวางก่อนแพ็กของส่งให้ลูกค้าเสมอ
2. วิเคราะห์ข้อมูลการขายอย่างสม่ำเสมอ
สินค้าทุกอย่างจะมีช่วงที่เป็นขาขึ้น-ขาลงเสมอ โดยมี 1 สิ่งที่พ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์ไม่ควรลืมถ้าอยากเป็นมือโปรเรื่องการขายของออนไลน์ คือ การวิเคราะห์เทรนด์ในตลาดว่าสินค้าประเภทไหนกำลังได้รับความนิยมอยู่ในหมู่ลูกค้า เพราะมันจะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมของลูกค้าได้มากขึ้นแถมยังวางแผนการเตรียมสต๊อกสินค้าได้ง่ายขึ้นอีกด้วย
ยิ่งเรามีข้อมูลที่มากพอเราก็จะยิ่งบริหารสต๊อกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าชิ้นไหนที่มีแนวโน้มจะขายดี คำตอบของเรื่องนี้ง่ายมาก แค่คุณหมั่นตรวจสอบรายการสินค้าขายดีในแต่ละสัปดาห์/เดือน หรือติดตามข่าวสารบนช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจเทรนด์ของลูกค้าได้มากขึ้น จัดอันดับไว้ว่าสินค้าชิ้นไหนหมดไวสุด สินค้าชิ้นไหนหมดช้าสุด พอมีข้อมูลตรงนี้พร้อมแล้วก็จะง่ายต่อการวางแผนเติมสต๊อกและจัดโปรโมชันในการขายสินค้าให้ร้านค้าของคุณ
ยิ่งเรามีข้อมูลที่มากพอเราก็จะยิ่งบริหารสต๊อกได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่หลายคนก็อาจจะสงสัยว่าแล้วเราจะรู้ได้ยังไงว่าสินค้าชิ้นไหนที่มีแนวโน้มจะขายดี คำตอบของเรื่องนี้ง่ายมาก แค่คุณหมั่นตรวจสอบรายการสินค้าขายดีในแต่ละสัปดาห์/เดือน หรือติดตามข่าวสารบนช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้เข้าใจเทรนด์ของลูกค้าได้มากขึ้น จัดอันดับไว้ว่าสินค้าชิ้นไหนหมดไวสุด สินค้าชิ้นไหนหมดช้าสุด พอมีข้อมูลตรงนี้พร้อมแล้วก็จะง่ายต่อการวางแผนเติมสต๊อกและจัดโปรโมชันในการขายสินค้าให้ร้านค้าของคุณ
3. สต็อกควรเหลือเท่าไรถึงสั่งซื้อใหม่ (Reorder Point)
พ่อค้า/แม่ค้าออนไลน์หน้าใหม่ที่อาจจะยังขาดประสบการณ์ในการขายของออนไลน์ก็คงมีคำถามนี้เข้ามาในหัวอยู่บ่อยๆ เรื่องนี้คงไม่มีคำตอบที่ตายตัวเพราะแต่ละร้านค้าก็มีสินค้าขายดีที่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ทุกร้านค้าต้องระวังเหมือนกัน คือ จะต้องทำยังไงเพื่อไม่ให้เกิดการขาดช่วงในการขายสินค้า จะได้ไม่เสียโอกาสในการสร้างความประทับใจให้ลูกค้า
ลองเริ่มจากการคำนวณปริมาณการขายสินค้าชิ้นนั้นว่าใน 1 วันเฉลี่ยแล้วขายได้เท่าไหร่ ดูว่าสินค้าที่มีในตอนนี้จะมีพอขายอีกกี่วัน หลังจากนั้นลองคำนวณเวลาดูว่านับตั้งแต่ช่วงที่เราสั่งสินค้าล็อตใหม่เข้ามา จะต้องใช้เวลากี่วันเราถึงจะได้ของมาเติมสต๊อกสินค้าเพิ่มจะได้ไม่พลาด แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรที่จะกำหนดเกณฑ์ไว้เลยว่าถ้าของในสต๊อกเหลือจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะสั่งสินค้าล็อตใหม่เข้ามา จะได้ไม่เสียลูกค้าเพราะไม่มีของมาขาย
ลองเริ่มจากการคำนวณปริมาณการขายสินค้าชิ้นนั้นว่าใน 1 วันเฉลี่ยแล้วขายได้เท่าไหร่ ดูว่าสินค้าที่มีในตอนนี้จะมีพอขายอีกกี่วัน หลังจากนั้นลองคำนวณเวลาดูว่านับตั้งแต่ช่วงที่เราสั่งสินค้าล็อตใหม่เข้ามา จะต้องใช้เวลากี่วันเราถึงจะได้ของมาเติมสต๊อกสินค้าเพิ่มจะได้ไม่พลาด แต่ถ้าจะให้ดีที่สุดก็ควรที่จะกำหนดเกณฑ์ไว้เลยว่าถ้าของในสต๊อกเหลือจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะสั่งสินค้าล็อตใหม่เข้ามา จะได้ไม่เสียลูกค้าเพราะไม่มีของมาขาย
4. ใช้ระบบ ABC Analysis
หลายคนก็อาจจะรู้จักแนวคิดนี้แล้ว แต่สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักก็ต้องบอกเลยว่าวิธีเอาไปใช้ตามมันง่ายมาก แต่ถ้าจะอธิบายให้เข้าใจมากขึ้น ต้องบอกว่าระบบ ABC Analysis เป็นแนวคิดในการจัดการสินค้าที่มีอยู่ในคลังให้มีประสิทธิภาพ ที่ช่วยจัดสรรสินค้าในสต๊อกได้อย่างเป็นระบบ ด้วยการแบ่งสินค้าออกเป็น 3 กลุ่ม ตามลำดับความสำคัญ โดยใช้ปริมาณและมูลค่าของสินค้าเป็นเกณฑ์วัด
สินค้ากลุ่ม A : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่มีปริมาณน้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบทุกสัปดาห์
สินค้ากลุ่ม B : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าปานกลาง และมีจำนวนคงคลังประมาณ 30-40% ของสินค้าทั้งหมด อาจจะมีการตรวจสอบในทุกเดือน
สินค้ากลุ่ม C : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าน้อยที่สุด แต่มีปริมาณมากที่สุด ก็สามารถใช้การตรวจสอบเป็นไตรมาสได้ เป็นต้น
สินค้ากลุ่ม A : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าสูง แต่มีปริมาณน้อย ก็จำเป็นที่จะต้องมีการตรวจสอบทุกสัปดาห์
สินค้ากลุ่ม B : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าปานกลาง และมีจำนวนคงคลังประมาณ 30-40% ของสินค้าทั้งหมด อาจจะมีการตรวจสอบในทุกเดือน
สินค้ากลุ่ม C : เป็นสินค้าที่มีมูลค่าน้อยที่สุด แต่มีปริมาณมากที่สุด ก็สามารถใช้การตรวจสอบเป็นไตรมาสได้ เป็นต้น
5. จัดโปรโมชันสำหรับสินค้าที่ขายออกช้า/ขายไม่ออก
สังเกตได้เลยว่ากลยุทธ์นี้ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าระดับไหนเขาก็เลือกใช้กัน เพราะเป็นวิธีเคลียร์สต๊อกสินค้าที่ง่ายที่สุด ลองดูจากเวลาที่เราไปเดินห้างสรรพสินค้าก็จะเห็นได้ว่ามีสินค้าบางรายการที่ใกล้จะหมดอายุมาแปะป้ายเหลืองเพื่อลดราคา ให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นถ้าจะจ่ายเงินซื้อสินค้าชิ้นนั้น หรือบางร้านก็ใช้วิธีการขายของแบบจับคู่สินค้าที่ขายดีไว้กับสินค้าที่ขายไม่ค่อยออกในรูปแบบของแถม แต่ก็มีบางร้านค้าที่เลือกใช้วิธีมอบส่วนลดให้กับลูกค้าที่ซื้อของครบตามยอดที่กำหนด
กลยุทธ์แบบนี้มองเผินๆ ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง ที่เขาใช้เล่นกับใจคนซื้อและเอาไปใช้ได้จริงกับการขายของออนไลน์ การเลือกใช้โปรโมชันเข้ามาช่วยขายจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ แม้ว่าสินค้าชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นมาก แต่เพราะคนไทยติดนิสัยที่ว่าของมันต้องมี พอรู้ตัวอีกทีก็ช่วยให้แบรนด์ขายดีไปแบบไม่รู้ตัว
กลยุทธ์แบบนี้มองเผินๆ ก็ดูเหมือนจะไม่มีอะไรมาก แต่จริง ๆ แล้วมันเป็นจิตวิทยาแบบหนึ่ง ที่เขาใช้เล่นกับใจคนซื้อและเอาไปใช้ได้จริงกับการขายของออนไลน์ การเลือกใช้โปรโมชันเข้ามาช่วยขายจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าคุ้มค่าที่จะซื้อ แม้ว่าสินค้าชิ้นนั้นอาจจะไม่ได้จำเป็นมาก แต่เพราะคนไทยติดนิสัยที่ว่าของมันต้องมี พอรู้ตัวอีกทีก็ช่วยให้แบรนด์ขายดีไปแบบไม่รู้ตัว
BY : Jim
ที่มา : https://blog.shipnity.com/5-stock-solutions/
บทความที่เกี่ยวข้อง
Heatmap กลายเป็นเครื่องมือวางแผนเส้นทางที่แม่นยำที่สุดในยุคโลจิสติกส์ดิจิทัล เพราะช่วยมองเห็น Pain Point, ปริมาณงาน และจุดหนาแน่นแบบ Real-time
2 ธ.ค. 2025
การบำรุงรักษาเครื่องจักรเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม การมีระบบการบำรุงรักษาที่เป็นระบบและมีประสิทธิภาพจะช่วยลดค่าใช้จ่าย
19 ธ.ค. 2024
ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวเรื่องภาวะโลกร้อน (Global Warming) และฝุ่น PM 2.5 การทำธุรกิจที่มุ่งเน้นแค่ "กำไร" อาจไม่เพียงพออีกต่อไปครับ
หลายบริษัทเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ CSR (Corporate Social Responsibility) หรือความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม แต่คุณรู้ไหมครับว่า หนึ่งในจุดที่สร้างมลพิษมากที่สุดในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ก็คือ "การขนส่ง" นั่นเอง
วันนี้ BS Transport จะพามาดูว่า การเลือก Partner ขนส่งที่ใส่ใจเรื่อง Green Logistics จะช่วยลดมลพิษ และส่งเสริมภาพลักษณ์ความยั่งยืนให้กับแบรนด์ของคุณได้อย่างไร?
4 ก.พ. 2026
นักศึกษาฝึกงาน(คลัง)

BANKKUNG

ไม่ระบุผู้เขียน
