แชร์

4 เทคโนโลยีดิจิทัลที่จะมาช่วยยกระดับธุรกิจโลจิสติกส์

อัพเดทล่าสุด: 16 ก.ค. 2024
704 ผู้เข้าชม

เทคโนโลยีหลักทั้ง 4 ด้าน
1. อินเทอร์เน็ตแห่งสรรพสิ่ง Internet of Things (IoT)
Internet of Things หรือ IoT คืออุปกรณ์และสิ่งของหลากหลายประเภทที่สามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายอินเตอร์เน็ตและส่งผ่านข้อมูลทางระบบไร้สายได้ ยกตัวอย่างในสายงานโลจิสติกส์ เช่น รถบรรทุก กล้องวงจรปิดในคลังสินค้า รวมถึงอุปกรณ์ติดตามขนาดจิ๋วที่เดินทางไปพร้อมกับกล่องขนส่งพัสดุจนถึงมือผู้รับ



2. ยานพาหนะไร้คนขับ (Driverless Vehicles)
นอกจากรถยนต์ไร้คนขับจะเข้ามาเปลี่ยนแปลงการเดินทางคมนาคมของผู้คนในชีวิตประจำวันแล้ว ก็ยังส่งผลกระทบถึงอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ด้วย ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา บริษัทเทคโนโลยีหลายแห่งทั่วโลกต่างคิดค้นและพัฒนายานพาหนะสำหรับขนส่งสินค้าแบบอัตโนมัติ โดยเฉพาะสำหรับการเดินทางระยะไกลที่คนขับรถต้องเหนื่อยเป็นพิเศษ

หนึ่งในตัวอย่างที่น่าสนใจ คือ รถขนส่งพัสดุไร้คนขับจาก Neolix บริษัทเทคโนโลยีชั้นนำของประเทศจีน ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ไม่ปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศ อีกทั้งยังสามารถรองรับน้ำหนักได้สูงสุดมากถึง 500 กิโลกรัม ปัจจุบัน FedEx บริษัทโลจิสติกส์ระดับโลกได้จับมือกับ Neolix เพื่อร่วมกันพัฒนานวัตกรรมนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



3. บล็อกเชน (Blockchain)
เทคโนโลยีบล็อกเชน หรือ Distributed Ledger Technology (DLT) คือ ระบบเก็บและประมวลผลข้อมูลแบบกระจายศูนย์ที่ปราศจากคนกลาง แต่อาศัยการยืนยันจากผู้ใช้งานทุกคนในเครือข่ายเพื่อตรวจสอบความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูล จึงเป็นเรื่องยากที่จะมีใครสามารถแอบปลอมแปลงข้อมูลในระบบบล็อกเชนได้นั่นเอง



4. หุ่นยนต์ (Robotics)
เทคโนโลยีหลักประเภทสุดท้ายที่มีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมโลจิสติกส์แห่งโลกอนาคต คือ หุ่นยนต์ ที่จะเข้ามาช่วยทุ่นแรงและเพิ่มความปลอดภัยให้พนักงานในกระบวนการขนส่ง ไม่ว่าจะเป็นหุ่นยนต์ยกกล่องพัสดุขนาดใหญ่ที่มีน้ำหนักมาก รวมถึงการจัดเรียงและบรรจุสินค้า เป็นต้น



ที่มา : 6partylogistics


บทความที่เกี่ยวข้อง
"ลูกค้าเก่าคือขุมทรัพย์: 5 กลยุทธ์เปลี่ยน 'ขาจร' ให้เป็น 'Brand Lover' ตลอดกาล"
รู้หรือไม่? การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่ารักษาลูกค้าเก่าถึง 5 เท่า! พบกับ 5 กลยุทธ์เด็ดที่จะเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็น Brand Lover ที่รักและภักดีต่อแบรนด์ของคุณ พร้อมเทคนิคการบริการที่มัดใจ
ร่วมมือ.jpg Contact Center
7 ม.ค. 2026
ค่าส่งแพง ของพัง! จบปัญหาด้วย Seller Own Fleet : ทำไมร้านขายของชิ้นใหญ่ใน Shopee/Lazada ถึงควรเลือกส่งของเองกับ BS Express
ขายดีแทบตาย แต่ตกม้าตายตอน "ส่ง" สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของบน Shopee หรือ Lazada คงคุ้นเคยกับระบบขนส่งมาตรฐาน (Standard Delivery) กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าสินค้าที่คุณขายคือ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, หรืออุปกรณ์ออกกำลังกาย คุณน่าจะเคยเจอปัญหาชวนปวดหัวเหล่านี้: 1.ค่าส่งแพงหูฉี่: ระบบคำนวณค่าส่งตามน้ำหนักจริง ซึ่งบางทีแพงกว่ากำไรที่ได้ 2.ของพังยับเยิน: ขนส่งทั่วไปอาจไม่เชี่ยวชาญการยกของหนัก โยนของจนเสียหาย ลูกค้าขอคืนเงิน 3.ข้อจำกัดเยอะ: ขนาดเกินนิดเดียว ขนส่งไม่รับ ต้องยกของกลับเก้อ ทางออกของปัญหานี้คือฟีเจอร์ลับที่ร้านค้าตัวท็อปเขาใช้กัน นั่นคือ "Seller Own Fleet" (ผู้ขายทำการจัดส่งให้เอง) วันนี้ BS Express จะพาคุณมาทำความรู้จักฟีเจอร์นี้ และเผยเหตุผลว่าทำไมการเลือกส่งเองกับเรา ถึงช่วยให้คุณ "กำไรเหลือเยอะกว่าเดิม"!
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
7 ม.ค. 2026
รู้จัก "รถเฮี๊ยบ" (Hiab Truck) ตัวช่วยยกของหนักที่ไซต์งาน
รู้จัก "รถเฮี๊ยบ" (Hiab Truck): ฮีโร่จอมพลัง! ตัวช่วยยกย้ายสินค้าหนัก ที่ไซต์งานขาดไม่ได้
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
7 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ