เจาะลึก "Carbon Footprint" ในระบบขนส่ง: วัดอย่างไร? จัดการแบบไหน? ให้ธุรกิจรอดในยุค Net Zero

เจาะลึก "Carbon Footprint" ในระบบขนส่ง: วัดอย่างไร? จัดการแบบไหน? ให้ธุรกิจรอดในยุค Net Zero
หลายบริษัทเริ่มเจอปัญหา: คู่ค้าต่างชาติขอดูรายงานการปล่อยคาร์บอน, ลูกค้าองค์กรใหญ่ตั้งเงื่อนไขต้องใช้ขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือแม้แต่ มาตรการภาษีคาร์บอน ที่กำลังจะบังคับใช้
คำถามคือ... เราจะรู้ได้อย่างไรว่ารถบรรทุกของเราปล่อยคาร์บอนไปเท่าไหร่? และจะจัดการลดมันอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด? วันนี้ BS Transport สรุปมาให้เข้าใจง่ายๆ ครับ
1. Carbon Footprint ในภาคขนส่ง คืออะไร?
อธิบายง่ายๆ คือ ปริมาณก๊าซเรือนกระจก (โดยเฉพาะ CO2) ที่ถูกปล่อยออกมาจากกิจกรรมการขนส่งทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเผาผลาญเชื้อเพลิงของรถบรรทุก การใช้ไฟฟ้าในคลังสินค้า หรือแม้แต่กระบวนการผลิตบรรจุภัณฑ์
2. "วัด" อย่างไร? (How to Measure)
การจะลดความอ้วน ต้องเริ่มจากชั่งน้ำหนักก่อน การลดคาร์บอนก็เช่นกันครับ สูตรคำนวณพื้นฐานที่นิยมใช้คือ:
ปริมาณกิจกรรม (Activity Data) x ค่าสัมประสิทธิ์การปล่อยก๊าซ (Emission Factor) = ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์
ปริมาณกิจกรรม: เช่น จำนวนลิตรน้ำมันที่เติม, ระยะทางที่วิ่ง (กิโลเมตร)
ค่า Emission Factor: ค่ามาตรฐานที่กำหนดโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) ของแต่ละเชื้อเพลิง (เช่น ดีเซล, เบนซิน, NGV)
ตัวอย่าง: รถบรรทุกใช้น้ำมันดีเซล 100 ลิตร x (ค่า Factor ของดีเซล ~2.7 kgCO2e/ลิตร) = ปล่อยคาร์บอนออกมาประมาณ 270 กิโลกรัมคาร์บอน
(ปัจจุบันมี Software และแอปพลิเคชันช่วยคำนวณอัตโนมัติ ทำให้ผู้ประกอบการไม่ต้องมานั่งกดเครื่องคิดเลขเองแล้วครับ)
3. "จัดการ" อย่างไรให้ลดลง? (How to Manage)
เมื่อรู้ตัวเลขแล้ว ก็ถึงเวลา "ลดไขมัน" ให้องค์กรด้วย 3 วิธีนี้:
A. Smart Routing (วางแผนเส้นทางอัจฉริยะ)
ระยะทางที่สั้นที่สุด ไม่ได้แปลว่าประหยัดที่สุดเสมอไป! การใช้ AI ช่วยคำนวณเส้นทางที่รถไม่ติด ไม่ต้องเบรกบ่อย จะช่วยลดการเผาผลาญเชื้อเพลิงได้มหาศาล
B. Load Optimization (ลดเที่ยวเปล่า)
"รถเที่ยวเปล่า = มลพิษที่สูญเปล่า" พยายามบริหารจัดการให้มีการขนส่งสินค้าทั้งขาไปและขากลับ (Backhauling) หรือแชร์พื้นที่รถร่วมกับพันธมิตร เพื่อให้การวิ่ง 1 ครั้ง คุ้มค่าที่สุด (ปล่อยคาร์บอนหารเฉลี่ยต่อชิ้นลดลง)
C. Maintenance & Upgrade (ดูแลและอัปเกรดรถ)
ขั้นพื้นฐาน: ตรวจเช็กลมยาง (ลมยางอ่อนกินน้ำมัน), เปลี่ยนไส้กรองอากาศ, เช็กเครื่องยนต์สม่ำเสมอ
ขั้นสูง: เปลี่ยนมาใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV Trucks) หรือรถที่ใช้เชื้อเพลิงสะอาด ซึ่งกำลังเป็นมาตรฐานใหม่ในยุค 2026
บทสรุป: ลดคาร์บอน = ลดต้นทุน
การใส่ใจเรื่อง Carbon Footprint ไม่ใช่แค่การทำเพื่อโลกสวย แต่คือการ "ลดต้นทุนพลังงาน" ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักของธุรกิจขนส่ง และยังเป็นการ "เปิดประตูโอกาส" สู่ลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน


BANKKUNG
