งานเอกสารโลจิสติกส์แบบไหน ที่ควรให้บอททำแทนคน
อัพเดทล่าสุด: 26 ม.ค. 2026
3 ผู้เข้าชม

ไม่ใช่ทุกงานที่ควรให้บอททำ
หัวใจของการใช้ RPA คือ
“เลือกงานที่ซ้ำ ชัด และใช้กฎตายตัว”
ถ้าเลือกผิด บอทก็ทำงานไม่ได้ผล
ตัวอย่างงานที่เหมาะกับ RPA มากที่สุด
1. คีย์ออเดอร์เข้าระบบ
เช่น ดึงออเดอร์จากอีเมลหรือแพลตฟอร์มขาย เข้า WMS / TMS
2. อัปเดตสถานะการขนส่ง
ดึงข้อมูลจากระบบขนส่ง ไปอัปเดตให้ลูกค้าหรือฝ่ายขาย
3. ตรวจสอบเอกสาร
เช่น ตรวจเลข PO, Invoice, ใบส่งของ ว่าตรงกันหรือไม่
4. สร้างรายงานประจำวัน
ยอดส่ง ยอดค้าง ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องให้คนรวบรวม
5. ออกเอกสารซ้ำๆ
เช่น ใบแจ้งหนี้ ใบวางบิล ใบสรุปค่าใช้จ่าย
งานแบบไหนยังไม่ควรใช้บอท
งานที่ต้องตัดสินใจเชิงซับซ้อน
งานที่ข้อมูลเปลี่ยนรูปแบบบ่อย
งานที่ต้องใช้การสื่อสารกับลูกค้าโดยตรง
สัญญาณว่าควรใช้ RPA แล้ว
ทีมบ่นว่างานเอกสารเยอะ
ต้องทำโอทีเพราะงานคีย์
งานไม่ยาก แต่กินเวลามาก
สรุป
ถ้าเป็นงานที่
✔ ทำซ้ำ
✔ มีกฎชัด
✔ ใช้เวลาคน
นั่นคือ “งานของบอท” ไม่ใช่ “งานของคน”
Tags :
บทความที่เกี่ยวข้อง
คุณเคยเจอปัญหาเหล่านี้ไหมครับ? "สั่งของมาตุนไว้เยอะเกินไปจนล้นโกดัง เพราะกลัวของขาด" "กะเวลาของเข้าพลาด รถติด ของมาส่งไม่ทัน ไลน์ผลิตต้องหยุดชะงัก" "ช่วงโปรโมชั่นขายดีมาก แต่สั่งรถขนส่งไม่ทัน เพราะไม่ได้จองล่วงหน้า"
ปัญหาเหล่านี้มักเกิดจากการบริหารจัดการแบบ "ใช้สัญชาตญาณ" (Gut Feeling) ครับ แต่ในโลกธุรกิจยุคใหม่ คนที่อยู่รอดไม่ใช่คนที่เก่งที่สุด แต่คือคนที่มี "ข้อมูล" (Data) มากที่สุด
วันนี้ BS Transport จะพาคุณไปดูว่า กองเอกสารและประวัติการขนส่งที่คุณมีอยู่ในมือ (ที่เรียกว่า Big Data) สามารถเปลี่ยนเป็น "คัมภีร์" ที่ช่วยให้คุณวางแผนสั่งของล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำได้อย่างไร?
26 ม.ค. 2026
RPA ไม่ได้แย่งงานพนักงานโลจิสติกส์ แต่เปลี่ยนบทบาทจากงานซ้ำ เป็นงานวิเคราะห์และบริหาร บทความนี้อธิบายการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจริง
26 ม.ค. 2026
RPA ในโลจิสติกส์คือการใช้บอททำงานเอกสารและงานระบบแทนคน บทความนี้อธิบายการทำงาน ประโยชน์ และเหตุผลที่หลายองค์กรเริ่มใช้
26 ม.ค. 2026
BANKKUNG


