"จ้างรถร่วม (Outsource) vs มีรถเอง: จุดตัดที่บอกว่าเมื่อไหร่คุณควรเลิกส่งเองแล้วจ้าง BS Express"
อัพเดทล่าสุด: 14 ม.ค. 2026
8 ผู้เข้าชม

จ้างรถร่วม (Outsource) vs มีรถเอง: จุดตัดที่บอกว่าเมื่อไหร่คุณควรเลิกส่งเองแล้วจ้าง BS Express
สำหรับเจ้าของกิจการที่เริ่มทำธุรกิจมาสักพัก คำถามยอดฮิตที่มักจะวนเวียนอยู่ในหัวคือ "เราควรซื้อรถมาวิ่งส่งของเอง หรือจ้างบริษัทขนส่งดี?"
หลายคนคิดว่า "มีรถเองดีกว่า ควบคุมได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเงินจ้างใคร" ...แต่นั่นคือความคิดที่ถูกต้องจริงหรือครับ? เพราะในโลกความเป็นจริง การมีรถ 1 คัน ไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมัน แต่มันมาพร้อมกับ "ภาระ" มหาศาลที่คุณอาจมองไม่เห็น
วันนี้ BS Express จะพาคุณมาหา "จุดตัด (Turning Point)" ว่าเมื่อไหร่ที่การมีรถเองเริ่มไม่คุ้ม และเมื่อไหร่ที่คุณควรโยนภาระนี้ให้มืออาชีพดูแลแทน
กับดักของคำว่า "มีรถเองประหยัดกว่า"
ก่อนจะไปดูจุดตัด ลองมาดูสิ่งที่คุณต้องแบกรับเมื่อมีรถเอง (Fixed Cost) เทียบกับการจ้าง (Variable Cost) กันครับ
ถ้าคุณมีรถเอง 10 ล้อ 1 คัน แม้วันนั้นจะไม่มีออเดอร์ หรือรถจอดเฉยๆ คุณก็ต้องจ่าย:
ค่าเสื่อมราคารถ (ทุกวันที่จอด รถราคาตกเรื่อยๆ)
ค่าจ้างคนขับ (เงินเดือน + โอที + ประกันสังคม)
ค่าประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.
ค่าซ่อมบำรุงตามระยะ และค่าซ่อมฉุกเฉิน
ความเสี่ยง: คนขับลาออกกะทันหัน, รถเสียกลางทางส่งของไม่ทัน, อุบัติเหตุ
แต่ถ้า "จ้างขนส่ง (Outsource)" คุณจ่ายแค่ "ตอนที่มีของไปส่ง" วันไหนไม่มีของ = จ่าย 0 บาท นี่คือความยืดหยุ่นที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องการครับ
4 สัญญาณเตือน: ถึงเวลาแล้วที่คุณต้อง "เลิกส่งเอง"
ลองเช็คลิสต์ดูครับ ถ้าธุรกิจคุณตรงกับข้อเหล่านี้เกิน 2 ข้อ แสดงว่าการจ้าง BS Express คุ้มกว่าแน่นอน:
1. รถวิ่งไม่เต็มเที่ยว (Utilization ต่ำกว่า 60%) ถ้าคุณมีรถ 6 ล้อ แต่ของลูกค้ามีแค่นิดเดียว ต้องวิ่งรถเปล่ากลับ หรืออาทิตย์นึงรถได้วิ่งงานจริงแค่ 2-3 วัน ที่เหลือจอดตากแดด = "ขาดทุน" ครับ เพราะต้นทุนรถเดินตลอดเวลา การจ้างเหมาเป็นเที่ยวหรือฝากส่งจะคุ้มกว่ามาก
2. ยอดขายขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาล (Seasonal) เดือนนี้ขายดีมาก รถที่มีไม่พอส่ง ต้องไปเช่ารถเพิ่มวุ่นวาย แต่พอเดือนหน้ายอดตก รถที่ซื้อมาเกินความจำเป็นก็จอดสนิท การจ้าง Outsource ช่วยให้คุณ "ยืด-หด" จำนวนรถได้ตามยอดขาย ไม่ต้องแบกภาระตอนช่วง Low Season
3. ปวดหัวกับ "คน" มากกว่า "งาน" ถ้าวันๆ คุณต้องมานั่งแก้ปัญหา คนขับรถลาป่วย, ขโมยน้ำมัน, ทะเลาะกับลูกค้า หรือเมาแล้วขับ จนไม่มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการหาลูกค้าใหม่หรือพัฒนาสินค้า แสดงว่าคุณกำลังหลงทางครับ หน้าที่ดูแลคนขับควรเป็นของบริษัทขนส่ง ไม่ใช่ของคุณ
4. ต้องการส่งข้ามเขต หรือส่งทั่วประเทศ การวิ่งรถเองในโซนใกล้ๆ อาจจะคุ้ม แต่ถ้าต้องไปส่ง เชียงใหม่ ภูเก็ต อีสาน การบริหารเส้นทางให้คุ้มค่าน้ำมัน (Backhaul) เป็นเรื่องยากมากสำหรับรถคันเดียว บริษัทขนส่งมืออาชีพเขามีเครือข่ายรถทั่วประเทศ ทำให้ทำราคาต่อเที่ยวได้ถูกกว่าคุณวิ่งเองแน่นอน
เปลี่ยนมาใช้ BS Express แล้วดีกว่ายังไง?
การเปลี่ยนมาใช้บริการ BS Express ไม่ใช่แค่การจ้างรถ แต่คือการดึง "พาร์ทเนอร์" เข้ามาช่วยลดต้นทุน:
เปลี่ยน Fixed Cost เป็น Variable Cost: จ่ายตามจริง ควบคุมงบประมาณได้แม่นยำ
ไม่ต้องสำรองรถ: จะใช้รถ 4 ล้อ, 6 ล้อ, 10 ล้อ หรือรถพ่วง เรามีให้เลือกครบ จบในที่เดียว
หมดห่วงเรื่องคน: เรามีทีมบริหารจัดการคนขับรถ มีการอบรม และมีรถสำรองสแตนด์บายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
มีเวลาไปทำกำไร: เอาเวลาปวดหัวเรื่องล้อรถ ไปโฟกัสเรื่องยอดขาย ธุรกิจโตไวกว่าเห็นๆ
"อย่าให้คำว่า 'มีรถเอง' มาฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจคุณ ปลดล็อกภาระ แล้วให้ BS Express ขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมกัน"
สำหรับเจ้าของกิจการที่เริ่มทำธุรกิจมาสักพัก คำถามยอดฮิตที่มักจะวนเวียนอยู่ในหัวคือ "เราควรซื้อรถมาวิ่งส่งของเอง หรือจ้างบริษัทขนส่งดี?"
หลายคนคิดว่า "มีรถเองดีกว่า ควบคุมได้ทุกอย่าง ไม่ต้องเสียเงินจ้างใคร" ...แต่นั่นคือความคิดที่ถูกต้องจริงหรือครับ? เพราะในโลกความเป็นจริง การมีรถ 1 คัน ไม่ได้มีแค่ค่าน้ำมัน แต่มันมาพร้อมกับ "ภาระ" มหาศาลที่คุณอาจมองไม่เห็น
วันนี้ BS Express จะพาคุณมาหา "จุดตัด (Turning Point)" ว่าเมื่อไหร่ที่การมีรถเองเริ่มไม่คุ้ม และเมื่อไหร่ที่คุณควรโยนภาระนี้ให้มืออาชีพดูแลแทน
กับดักของคำว่า "มีรถเองประหยัดกว่า"
ก่อนจะไปดูจุดตัด ลองมาดูสิ่งที่คุณต้องแบกรับเมื่อมีรถเอง (Fixed Cost) เทียบกับการจ้าง (Variable Cost) กันครับ
ถ้าคุณมีรถเอง 10 ล้อ 1 คัน แม้วันนั้นจะไม่มีออเดอร์ หรือรถจอดเฉยๆ คุณก็ต้องจ่าย:
ค่าเสื่อมราคารถ (ทุกวันที่จอด รถราคาตกเรื่อยๆ)
ค่าจ้างคนขับ (เงินเดือน + โอที + ประกันสังคม)
ค่าประกันภัยชั้น 1 และ พ.ร.บ.
ค่าซ่อมบำรุงตามระยะ และค่าซ่อมฉุกเฉิน
ความเสี่ยง: คนขับลาออกกะทันหัน, รถเสียกลางทางส่งของไม่ทัน, อุบัติเหตุ
แต่ถ้า "จ้างขนส่ง (Outsource)" คุณจ่ายแค่ "ตอนที่มีของไปส่ง" วันไหนไม่มีของ = จ่าย 0 บาท นี่คือความยืดหยุ่นที่ธุรกิจยุคใหม่ต้องการครับ
4 สัญญาณเตือน: ถึงเวลาแล้วที่คุณต้อง "เลิกส่งเอง"
ลองเช็คลิสต์ดูครับ ถ้าธุรกิจคุณตรงกับข้อเหล่านี้เกิน 2 ข้อ แสดงว่าการจ้าง BS Express คุ้มกว่าแน่นอน:
1. รถวิ่งไม่เต็มเที่ยว (Utilization ต่ำกว่า 60%) ถ้าคุณมีรถ 6 ล้อ แต่ของลูกค้ามีแค่นิดเดียว ต้องวิ่งรถเปล่ากลับ หรืออาทิตย์นึงรถได้วิ่งงานจริงแค่ 2-3 วัน ที่เหลือจอดตากแดด = "ขาดทุน" ครับ เพราะต้นทุนรถเดินตลอดเวลา การจ้างเหมาเป็นเที่ยวหรือฝากส่งจะคุ้มกว่ามาก
2. ยอดขายขึ้นๆ ลงๆ ตามฤดูกาล (Seasonal) เดือนนี้ขายดีมาก รถที่มีไม่พอส่ง ต้องไปเช่ารถเพิ่มวุ่นวาย แต่พอเดือนหน้ายอดตก รถที่ซื้อมาเกินความจำเป็นก็จอดสนิท การจ้าง Outsource ช่วยให้คุณ "ยืด-หด" จำนวนรถได้ตามยอดขาย ไม่ต้องแบกภาระตอนช่วง Low Season
3. ปวดหัวกับ "คน" มากกว่า "งาน" ถ้าวันๆ คุณต้องมานั่งแก้ปัญหา คนขับรถลาป่วย, ขโมยน้ำมัน, ทะเลาะกับลูกค้า หรือเมาแล้วขับ จนไม่มีเวลาไปโฟกัสเรื่องการหาลูกค้าใหม่หรือพัฒนาสินค้า แสดงว่าคุณกำลังหลงทางครับ หน้าที่ดูแลคนขับควรเป็นของบริษัทขนส่ง ไม่ใช่ของคุณ
4. ต้องการส่งข้ามเขต หรือส่งทั่วประเทศ การวิ่งรถเองในโซนใกล้ๆ อาจจะคุ้ม แต่ถ้าต้องไปส่ง เชียงใหม่ ภูเก็ต อีสาน การบริหารเส้นทางให้คุ้มค่าน้ำมัน (Backhaul) เป็นเรื่องยากมากสำหรับรถคันเดียว บริษัทขนส่งมืออาชีพเขามีเครือข่ายรถทั่วประเทศ ทำให้ทำราคาต่อเที่ยวได้ถูกกว่าคุณวิ่งเองแน่นอน
เปลี่ยนมาใช้ BS Express แล้วดีกว่ายังไง?
การเปลี่ยนมาใช้บริการ BS Express ไม่ใช่แค่การจ้างรถ แต่คือการดึง "พาร์ทเนอร์" เข้ามาช่วยลดต้นทุน:
เปลี่ยน Fixed Cost เป็น Variable Cost: จ่ายตามจริง ควบคุมงบประมาณได้แม่นยำ
ไม่ต้องสำรองรถ: จะใช้รถ 4 ล้อ, 6 ล้อ, 10 ล้อ หรือรถพ่วง เรามีให้เลือกครบ จบในที่เดียว
หมดห่วงเรื่องคน: เรามีทีมบริหารจัดการคนขับรถ มีการอบรม และมีรถสำรองสแตนด์บายหากเกิดเหตุฉุกเฉิน
มีเวลาไปทำกำไร: เอาเวลาปวดหัวเรื่องล้อรถ ไปโฟกัสเรื่องยอดขาย ธุรกิจโตไวกว่าเห็นๆ
"อย่าให้คำว่า 'มีรถเอง' มาฉุดรั้งการเติบโตของธุรกิจคุณ ปลดล็อกภาระ แล้วให้ BS Express ขับเคลื่อนความสำเร็จไปพร้อมกัน"
บทความที่เกี่ยวข้อง
ถ้าเสื้อผ้าเปื้อนฝุ่น... เราแค่ปัดออกแล้วใส่ต่อได้ ถ้าเฟอร์นิเจอร์มีรอยขีดข่วน... เราอาจจะแค่หงุดหงิดใจ แต่ถ้า "ยาและเวชภัณฑ์" ปนเปื้อนหรือเสียหาย... นั่นอาจหมายถึง "ชีวิต" ของผู้ป่วย
ในวงการโลจิสติกส์ การขนส่งสินค้ากลุ่ม Healthcare (ยา, เวชภัณฑ์, และเครื่องมือแพทย์) ถือเป็น "งานหิน" ที่วัดกึ๋นผู้ให้บริการขนส่งอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่แค่ส่งให้ถึงเร็ว แต่ต้องส่งให้ถึงในสภาพที่ "สะอาดและสมบูรณ์ 100%" วันนี้เราจะพามาดูว่า มาตรฐานการขนส่งยาและอุปกรณ์การแพทย์ที่ถูกต้อง ต้องให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรบ้าง?
14 ม.ค. 2026
งบน้อยจ้างใครดี? เปรียบเทียบชัดๆ ระหว่าง Macro Influencer (คนติดตามเยอะ) กับ Nano Influencer (คนติดตามน้อยแต่เหนียวแน่น) แบบไหนช่วยปั่นยอดขายได้จริง ไม่จกตา
14 ม.ค. 2026
กำไรหายไปไหน? อาจรั่วไหลอยู่ที่ระบบขนส่ง! เรียนรู้วิธีทำ Logistics Audit ตรวจเช็กสุขภาพงานขนส่ง 4 จุดสำคัญ เพื่ออุดรูรั่ว ลดต้นทุนแฝง และเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจทันที
14 ม.ค. 2026
ผึ้ง เด็กฝึกงาน


Contact Center
