วิธีเลือกชั้นวางสินค้า (Racking) ให้เหมาะกับสินค้า
อัพเดทล่าสุด: 12 ธ.ค. 2025
347 ผู้เข้าชม

การเลือกชั้นวางสินค้าในคลัง (Racking System) เป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะมีผลต่อความปลอดภัย พื้นที่จัดเก็บ และความเร็วในการทำงานของคลังสินค้าโดยตรง หากเลือกไม่เหมาะสม อาจเกิดปัญหาสินค้าเสียหาย เดินงานล่าช้า หรือใช้พื้นที่ไม่คุ้มค่าได้
ต่อไปนี้คือวิธีเลือกชั้นวางสินค้าแบบเข้าใจง่ายๆ ที่ทุกธุรกิจใช้ได้จริง
1. ดู "ลักษณะสินค้า" เป็นหลัก
ก่อนเลือกชั้นวาง คุณต้องรู้ว่าสินค้าแบบไหนที่ต้องเก็บ
2. ดู "น้ำหนักต่อชั้น" และ "น้ำหนักรวม"
จำนวนกิโลกรัมต่อชั้นเป็นตัวกำหนดเลยว่า ชั้นวางแบบไหนเหมาะ
3. ดู "พื้นที่คลัง" และทางเดิน
พื้นที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการวางแผน
4. ดู "รอบการหมุนสินค้า" (Fast-moving / Slow-moving)
ชั้นวางต้องมีอุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น
6. งบประมาณและการดูแลรักษา
ชั้นวางมีตั้งแต่ราคาประหยัดจนถึงระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ควรเลือกตามการใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอ
การเลือกชั้นวางสินค้าไม่ใช่แค่ดูความแข็งแรง แต่ต้องมองเรื่องลักษณะสินค้า พื้นที่ น้ำหนัก การหมุนสินค้า ความปลอดภัย และงบประมาณทั้งหมดร่วมกัน เมื่อเลือกได้เหมาะสม จะช่วยให้คลังทำงานเร็วขึ้น ประหยัดพื้นที่ และลดต้นทุนได้ทันที
ต่อไปนี้คือวิธีเลือกชั้นวางสินค้าแบบเข้าใจง่ายๆ ที่ทุกธุรกิจใช้ได้จริง
1. ดู "ลักษณะสินค้า" เป็นหลัก
ก่อนเลือกชั้นวาง คุณต้องรู้ว่าสินค้าแบบไหนที่ต้องเก็บ
- หนักมาก เช่น ชิ้นส่วนเครื่องจักร ควรใช้ Selective Racking, Drive-in, หรือชั้นวางเหล็กที่รองรับน้ำหนักสูง
- เบาหรือชิ้นเล็ก เช่น กล่องยา, เครื่องเขียน ใช้ Longspan Rack หรือ Boltless Shelf ก็พอ
- สินค้าพาเลท (Palletized) ใช้ Pallet Rack เป็นมาตรฐาน
- สินค้าที่ยาว เช่น ท่อต่างๆ ใช้ Cantilever Rack
- สินค้าความสูงต่างกันเยอะ ใช้ชั้นวางที่ปรับระดับได้
2. ดู "น้ำหนักต่อชั้น" และ "น้ำหนักรวม"
จำนวนกิโลกรัมต่อชั้นเป็นตัวกำหนดเลยว่า ชั้นวางแบบไหนเหมาะ
- ถ้าเก็บพาเลทหนักเกิน 800 - 1500 kg/พาเลท ต้องใช้ Heavy Duty Pallet Rack
- ถ้าเก็บสินค้าเบาน้ำหนักประมาณ 100 - 300 kg/ชั้น Medium Duty Shelf ก็พอ
3. ดู "พื้นที่คลัง" และทางเดิน
พื้นที่เป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในการวางแผน
- พื้นที่แคบ ใช้ Narrow Aisle Racking (VNA)
- อยากประหยัดทางเดิน Drive-in/Drive-thru Rack
- คลังเพดานสูง ใช้ชั้นวางสูงหลายชั้นเพื่อคุ้มค่าพื้นที่แนวดิ่ง
4. ดู "รอบการหมุนสินค้า" (Fast-moving / Slow-moving)
- สินค้าเคลื่อนไหวเร็ว (Fast-moving) ควรใช้ Selective Pallet Rack เพราะหยิบง่าย เข้าถึงทุกพาเลท
- สินค้าเคลื่อนไหวช้า (Slow-moving) ใช้ชั้นวางที่แน่นขึ้นได้ เช่น Drive-in Rack เพื่อประหยัดพื้นที่
- FIFO Flow Rack, Push-back Rack
- LIFO Drive-in Rack
ชั้นวางต้องมีอุปกรณ์เสริมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ เช่น
- Guard rail ป้องกันรถยกชน
- Rack protector ป้องกันคอลัมน์
- แผ่นกันตกด้านหลัง (Back mesh)
6. งบประมาณและการดูแลรักษา
ชั้นวางมีตั้งแต่ราคาประหยัดจนถึงระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ ควรเลือกตามการใช้งานจริง ไม่จำเป็นต้องแพงเสมอ
- หากงบน้อย Selective Rack คือคุ้มค่าที่สุด
- หากต้องการประสิทธิภาพสูงมาก พิจารณา AS/RS หรือชั้นวางระบบอัตโนมัติในอนาคต
การเลือกชั้นวางสินค้าไม่ใช่แค่ดูความแข็งแรง แต่ต้องมองเรื่องลักษณะสินค้า พื้นที่ น้ำหนัก การหมุนสินค้า ความปลอดภัย และงบประมาณทั้งหมดร่วมกัน เมื่อเลือกได้เหมาะสม จะช่วยให้คลังทำงานเร็วขึ้น ประหยัดพื้นที่ และลดต้นทุนได้ทันที
บทความที่เกี่ยวข้อง
สำหรับธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุของ BS Express ระบบ CRM ไม่ใช่แค่ที่เก็บข้อมูล แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้พาร์ทเนอร์ของเรายกระดับการบริการได้อย่างเหนือชั้น
2 ส.ค. 2025
มาใช้บริการ Drop-off ที่หน้าคลังสินค้าโดยตรง จึงเป็นทางเลือกที่น่าสนใจอย่างยิ่ง
26 ส.ค. 2025
AI เริ่มกำกับและสร้างบทวิดีโอด้วยตัวเอง แล้วคนเขียนบทจะยังมีบทบาทอยู่ไหม? วิเคราะห์แนวโน้มและโอกาสใหม่ของวงการคอนเทนต์ในยุค AI
25 มิ.ย. 2025
BS&DC SAI5



เหมาคัน