แชร์

ส่งของไปต่างประเทศครั้งแรก ต้องทำอย่างไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่

ร่วมมือ.jpg Contact Center
อัพเดทล่าสุด: 21 ก.ค. 2025
1177 ผู้เข้าชม

ส่งของไปต่างประเทศครั้งแรก ต้องทำอย่างไร? คู่มือฉบับสมบูรณ์สำหรับมือใหม่
 

อยากส่งของขวัญให้เพื่อนที่อยู่คนละซีกโลก? หรือเป็นพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่เพิ่งมีออเดอร์จากต่างประเทศครั้งแรก? ความรู้สึกตื่นเต้นมักจะมาพร้อมกับคำถามมากมายในหัว ทั้งเรื่องเอกสาร ค่าใช้จ่าย และขั้นตอนที่ดูยุ่งเหยิงไปหมด

ไม่ต้องกังวลไปครับ! คู่มือฉบับนี้จะสรุปทุกขั้นตอนการส่งของไปต่างประเทศให้เป็นเรื่องง่าย ที่ใครๆ ก็ทำตามได้ แม้จะเป็นครั้งแรกก็ตาม

ขั้นตอนที่ 1: เลือกผู้ให้บริการขนส่ง (Shipping Carrier)
 
ตัวเลือกแรกที่คุณต้องตัดสินใจ คือจะส่งกับใครดี ซึ่งในไทยมีผู้ให้บริการหลักๆ 3 กลุ่ม:

ไปรษณีย์ไทย (Thailand Post): พี่ใหญ่ที่น่าเชื่อถือและเข้าถึงง่าย มีบริการหลากหลายให้เลือกตามงบประมาณและความเร็วที่ต้องการ เช่น

ePacket: สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์โดยเฉพาะ ราคาประหยัด เช็คสถานะได้
EMS World: ส่งด่วนพิเศษ ถึงปลายทางใน 3-5 วันทำการ ราคาสูงแต่เร็วและเชื่อถือได้
พัสดุย่อยทางอากาศ (Small Packet): เหมาะกับของชิ้นเล็กน้ำหนักไม่เกิน 2 กก. ราคาถูกที่สุด แต่ใช้เวลานานและติดตามสถานะได้จำกัด

บริษัทขนส่งด่วน (Express Couriers): เช่น DHL, FedEx, UPS เหมาะสำหรับของที่ต้องการความเร็วสูง, การดูแลเป็นพิเศษ, หรือของมีมูลค่าสูง จุดเด่นคือส่งถึงมือผู้รับอย่างรวดเร็ว (3-7 วัน) มีระบบ Tracking ที่ละเอียดมาก และมีบริการเดินพิธีการศุลกากรให้ แต่ค่าบริการก็จะสูงตามไปด้วย


ตัวกลางหรือตัวแทน (Shipping Agent): เป็นบริษัทที่รวบรวมดีลจากขนส่งหลายๆ เจ้ามาให้คุณเลือก เปรียบเทียบราคาได้ง่าย และอาจได้ราคาที่ดีกว่าการติดต่อโดยตรง เหมาะสำหรับคนที่ส่งบ่อยๆ หรือส่งของชิ้นใหญ่

 

เลือกยังไงดี?: ถ้าส่งของขวัญทั่วไป ไม่รีบมาก ไปรษณีย์ไทย คือคำตอบที่คุ้มค่า แต่ถ้าเป็นของสำคัญทางธุรกิจหรือต้องการให้ถึงเร็วที่สุด DHL/FedEx จะตอบโจทย์กว่า

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจสอบ "ของต้องห้าม" ปลายทาง (Prohibited Items)

สำคัญที่สุด! เพราะถ้าส่งของต้องห้ามไป พัสดุของคุณอาจถูกยึด ทำลาย หรือตีกลับและต้องเสียค่าส่งกลับเอง ของต้องห้ามทั่วไปได้แก่:

  • แบตเตอรี่ลิเธียม, Power Bankฃ
  • ของเหลว, สเปรย์, วัตถุไวไฟ
  • พืช, ดิน, เมล็ดพันธุ์, อาหารสด
  • ยาที่ไม่มีใบรับรองแพทย์
  • ของละเมิดลิขสิทธิ์

Pro-Tip: แต่ละประเทศมีกฎไม่เหมือนกัน! สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ เช็คกฎของประเทศปลายทาง โดยตรง พิมพ์ใน Google ง่ายๆ ว่า "Prohibited items to import to [ชื่อประเทศ]" เช่น "Prohibited items to import to USA"

ขั้นตอนที่ 3: แพ็กของให้แข็งแรงปลอดภัย
 

พัสดุของคุณต้องเดินทางไกลและผ่านมือคนหลายทอด การแพ็กของให้ดีจึงสำคัญมาก


  • ใช้กล่องใหม่และแข็งแรง: เลือกกล่องที่มีขนาดพอดี ไม่ใหญ่เกินไป
  • ห่อกันกระแทก (Bubble Wrap): ห่อตัวสินค้าทุกชิ้นให้แน่นหนา
  • อุดช่องว่าง: ใช้เศษกระดาษ, Air Pillow, หรือเม็ดโฟม อุดช่องว่างในกล่องให้แน่น อย่าให้ของขยับได้
  • ปิดให้แน่นหนา: ใช้เทปกาวสำหรับแพ็กของ ปิดทับทุกรอยต่อของกล่อง ทั้งด้านบนและด้านล่าง

ขั้นตอนที่ 4: เตรียมเอกสารสำคัญ "ใบศุลกากร"

นี่คือสิ่งที่มือใหม่กลัวที่สุด แต่จริงๆ แล้วไม่ซับซ้อนเลย "ใบศุลกากร" (Customs Declaration Form) คือเอกสารที่บอกเจ้าหน้าที่ว่าของข้างในคืออะไร มีมูลค่าเท่าไหร่

  • ถ้าส่งกับไปรษณีย์ไทย: คุณจะต้องกรอกฟอร์ม CN22 (สำหรับของมูลค่าไม่สูง) หรือ CN23
  • ถ้าส่งกับ Express Couriers: จะเรียกว่า Commercial Invoice

ข้อมูลที่ต้องกรอก (ต้องเป็นภาษาอังกฤษ):

1.Sender/Receiver: ชื่อ-ที่อยู่-เบอร์โทร ของผู้ส่งและผู้รับให้ครบถ้วน

2.Quantity and Detailed description of contents: ระบุจำนวนและรายละเอียดของให้ชัดเจนที่สุด


  • ผิด: Clothes
  • ถูก: 1 Cotton T-shirt, 1 pair of Jeans

3.Weight: น้ำหนักของแต่ละรายการ

4.Value: มูลค่าของสินค้าแต่ละชิ้น (ควรใส่ตามจริง) การใส่ราคาต่ำเกินไปอาจทำให้พัสดุโดนกักเพื่อประเมินใหม่และโดนปรับได้

5.HS Code (ถ้ามี): คือรหัสสากลของสินค้าแต่ละประเภท ช่วยให้ศุลกากรทำงานเร็วขึ้น แต่สำหรับบุคคลทั่วไปอาจไม่จำเป็น

6.เลือกประเภทการส่ง: เช่น Gift (ของขวัญ), Commercial Sample (ตัวอย่างสินค้า), Merchandise (สินค้าเพื่อการค้า)

 

 

ขั้นตอนที่ 5: ชั่งน้ำหนัก วัดขนาด และชำระเงิน

เมื่อเตรียมทุกอย่างพร้อมแล้ว ก็นำพัสดุและเอกสารไปที่เคาน์เตอร์บริการ เจ้าหน้าที่จะทำการชั่งน้ำหนักและวัดขนาดเพื่อคำนวณค่าใช้จ่ายสุดท้าย ซึ่งจะคิดจาก "น้ำหนักจริง" (Actual Weight) หรือ "น้ำหนักตามปริมาตร" (Volumetric Weight) แล้วแต่ว่าอย่างไหนสูงกว่ากัน

เมื่อชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ให้เก็บใบเสร็จและเลข Tracking Number ไว้ให้ดีที่สุด เพื่อใช้ติดตามสถานะพัสดุและเป็นหลักฐานการจัดส่ง

คำถามที่พบบ่อย (FAQ)

  • ภาษีนำเข้าปลายทางใครจ่าย? 

โดยปกติแล้ว ผู้รับ (Recipient) จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าภาษีอากรต่างๆ ที่ประเทศปลายทางเรียกเก็บ

  • ใช้เวลากี่วันของจะถึง?

ไปรษณีย์ไทย (พัสดุย่อย/ลงทะเบียน): 2-4 สัปดาห์
ไปรษณีย์ไทย (EMS World): 3-7 วันทำการ
DHL/FedEx/UPS: 2-5 วันทำการ

  • ต้องทำประกันสินค้าไหม?

ถ้าเป็นของมีมูลค่าสูง "ควรทำอย่างยิ่ง" ขนส่งทุกเจ้ามีบริการประกันสินค้าเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยให้คุณอุ่นใจหากเกิดเหตุไม่คาดฝัน

การส่งของไปต่างประเทศอาจมีรายละเอียดเยอะในครั้งแรก แต่เมื่อคุณเข้าใจขั้นตอนทั้งหมดแล้ว ครั้งต่อไปก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายๆ ทันที ขอให้สนุกกับการเชื่อมต่อกับโลกกว้าง

 

ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่


โทรศัพท์: 02-114-8855 หรือ 086-3039620

อีเมล: bstransport_bkk@hotmail.com

ที่อยู่สำนักงานใหญ่: สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสาย 5 ชานชาลาที่ 11 ห้องที่ 16-17 133 หมู่ที่ 1 ถนนบรมราชชนนี ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210

คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!


บทความที่เกี่ยวข้อง
โลจิสติกส์หัวใจสำคัญสู่ความสำเร็จของธุรกิจออนไลน์
ในยุคการค้าออนไลน์รุ่งเรือง โลจิสติกส์มีบทบาทสำคัญต่อความสำเร็จของธุรกิจที่ช่วยให้สินค้าเดินทางไปสู่ผู้ซื้อได้อย่างรวดเร็วและสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่ลูกค้า
30 เม.ย. 2024
Blockchain x AI: คู่หูความปลอดภัยใหม่ในโลกขนส่ง ที่ทำให้ข้อมูลลูกค้าและพัสดุไม่มีวันรั่วไหล
เมื่อ "ความลับ" ของลูกค้า สำคัญพอๆ กับ "พัสดุ" ในยุคดิจิทัลที่ข่าว "ข้อมูลหลุด" เกิดขึ้นรายวัน คุณมั่นใจได้อย่างไรว่า ที่อยู่ เบอร์โทร หรือข้อมูลสินค้ามูลค่าสูงที่คุณส่งผ่านบริษัทขนส่ง จะปลอดภัย 100%? โลกของโลจิสติกส์กำลังเปลี่ยนผ่านจากยุคที่เน้นแค่ "ความเร็ว" มาสู่ยุคที่เน้น "ความปลอดภัยและความโปร่งใส" (Security & Transparency) อย่างเต็มรูปแบบ และนี่คือที่มาของการจับมือกันระหว่างสองเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก: Blockchain (บล็อกเชน) และ AI (ปัญญาประดิษฐ์) วันนี้ BS Group จะพาคุณไปดูว่า เมื่อ "สมุดบัญชีที่ไม่มีวันถูกแฮ็ก" (Blockchain) มาเจอกับ "สมองกลอัจฉริยะ" (AI) วงการขนส่งจะปลอดภัยขึ้นขนาดไหน?
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
12 ธ.ค. 2025
ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) คืออะไร ฉบับอธิบายเข้าใจง่าย
ถ้าหากพูดถึงคำว่า “สินค้า” ทั้งสินค้าออนไลน์และออฟไลน์ แน่นอนว่าสินค้าแต่ละอย่างจะต้องมีที่มาที่ไป มีต้นกำเนิดของสินค้าที่แตกต่างกันไป ดังนั้นคำว่า ‘ที่มาที่ไป’ ก็คือห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) นั่นเอง บทความนี้จึงมีความหมายของห่วงโซ่อุปทาน, ห่วงโซ่อุปทานคืออะไร, มีความเกี่ยวข้องอย่างไรกับเครือข่ายโลจิสติกส์
นักศึกษาฝึกงาน(ฝ่ายวางแผน)
22 ก.พ. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้