จัดการสต๊อกให้ดีขึ้นโดยการทลายการทำงานแบบ silo
อัพเดทล่าสุด: 22 ต.ค. 2024
886 ผู้เข้าชม

การทำงานแบบ silo คืออะไร?
เมื่อแผนกต่าง ๆ ในองค์กรเดียวกัน ไม่ยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือองค์ความรู้ระหว่างกัน บางทีทำซ้ำกันบ้าง ขัดกันบ้าง เป็นปัญหาที่หลายๆ องค์กรต้องเจอโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานต่ำลง ขวัญกำลังใจพนักงานตก และอาจส่งผลถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมองค์กรได้
การทำงานแบบ silo กับการจัดการสินค้าคงคลัง (สต๊อก)
เนื่องจากการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีคือการจัดการให้สต๊อกอยู่ในปริมาณที่เพียงพอกับปริมาณการใช้ ไม่เหลือค้างเก็บไว้ในคลังนานๆเพราะตัวสินค้าคงคลังนั้นมีต้นทุนด้วยตัวของมันเองและมีต้นทุนในการจัดเก็บ เพราะฉะนั้นเรื่องของปริมาณในการจัดเก็บสต๊อกหรือที่เรียกว่า safety stock, เวลาในการสั่งซื้อของ, ระยะเวลาในการจัดส่งของ ล้วนแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนในองค์กรทั้งสิ้น กล่าวคือ ตั้งแต่แผนกการขาย (Sales) ที่ไปคุยกับลูกค้ามา แผนกนี้จะทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร ปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ที่ต้องการของ ทางแผนกการขายจะต้องมาคุยกับแผนกวางแผนหรือ Planning เพื่อที่จะดูว่าศักยภาพในการผลิตขององค์กรรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไหม จากนั้นแผนกวางแผนก็ต้องไปคุยกับแผนกจัดซื้อ (Procurement) ว่าของเพียงพอไหม หากไม่เพียงพอ ต้องใส่อะไรเพิ่ม เป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง และคุยกับแผนกการผลิต (Production) ถึงกำลังการผลิตว่าสอดคล้องกับความต้องการไหม
จากตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า หากพนักงานในแผนกเหล่านี้ทำงานแบบ silo จะทำให้ข้อมูลมันไม่ไหลไปตามห่วงโซ่การผลิต ผลที่ตามมาคือเกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการของลูกค้าและศักยภาพการผลิตขององค์กร สุดท้ายลูกค้าจะเป็นผู้แบกภาระนั้นไว้พร้อมกับชื่อเสียงขององค์กรที่ไม่สามารถจัดส่งของได้ตามเวลาที่กำหนด
ทลายการทำงานแบบ silo ด้วยการทำ CPFR (Collaborative, Planning, Forecasting, Replenishment)
CPFR (Collaborative, Planning, Forecasting, Replenishment) คือแผนการสร้างความร่วมมือ (Collaborative), การวางแผน (Planning) , การพยากรณ์ (Forecasting) และการเติมเต็มสต๊อก (Replenishment) เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตและจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่เราจะไปทำ CPFR ให้มีประสิทธิภาพได้นั้น องค์กรควรทลายการทำงานแบบ silo ออกไปให้ได้ก่อน องค์กรอาจจะเริ่มจาก
สรุป
จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ silo หรือต่างคนต่างทำงานของตนเอง ไม่มีความร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว จะทำให้ผลที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ performance ของซัพพลายเชนและองค์กรเสียเชื่อเสียง แต่ผลกระทบหลักเลยคือเราไม่สามารถตอบโจทย์และทำตามความคาดหวังของลูกค้าได้ เพราะฉะนั้นการทลายการทำงานแบบ silo ได้จะเกิดผลดีต่อองค์กรอย่างมากมาย รวมไปถึงการบริหารสต๊อกให้ดีขึ้นด้วย
BY : ICE
เมื่อแผนกต่าง ๆ ในองค์กรเดียวกัน ไม่ยอมแลกเปลี่ยนข้อมูลหรือองค์ความรู้ระหว่างกัน บางทีทำซ้ำกันบ้าง ขัดกันบ้าง เป็นปัญหาที่หลายๆ องค์กรต้องเจอโดยเฉพาะองค์กรขนาดใหญ่ ซึ่งพฤติกรรมเช่นนี้ทำให้ประสิทธิภาพการดำเนินงานต่ำลง ขวัญกำลังใจพนักงานตก และอาจส่งผลถึงขั้นทำลายวัฒนธรรมองค์กรได้
การทำงานแบบ silo กับการจัดการสินค้าคงคลัง (สต๊อก)
เนื่องจากการจัดการสินค้าคงคลังที่ดีคือการจัดการให้สต๊อกอยู่ในปริมาณที่เพียงพอกับปริมาณการใช้ ไม่เหลือค้างเก็บไว้ในคลังนานๆเพราะตัวสินค้าคงคลังนั้นมีต้นทุนด้วยตัวของมันเองและมีต้นทุนในการจัดเก็บ เพราะฉะนั้นเรื่องของปริมาณในการจัดเก็บสต๊อกหรือที่เรียกว่า safety stock, เวลาในการสั่งซื้อของ, ระยะเวลาในการจัดส่งของ ล้วนแล้วเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคนในองค์กรทั้งสิ้น กล่าวคือ ตั้งแต่แผนกการขาย (Sales) ที่ไปคุยกับลูกค้ามา แผนกนี้จะทราบว่าลูกค้าต้องการอะไร ปริมาณเท่าไหร่ และเมื่อไหร่ที่ต้องการของ ทางแผนกการขายจะต้องมาคุยกับแผนกวางแผนหรือ Planning เพื่อที่จะดูว่าศักยภาพในการผลิตขององค์กรรองรับความต้องการของลูกค้าได้ไหม จากนั้นแผนกวางแผนก็ต้องไปคุยกับแผนกจัดซื้อ (Procurement) ว่าของเพียงพอไหม หากไม่เพียงพอ ต้องใส่อะไรเพิ่ม เป็นจำนวนเท่าไหร่บ้าง และคุยกับแผนกการผลิต (Production) ถึงกำลังการผลิตว่าสอดคล้องกับความต้องการไหม
จากตัวอย่างที่กล่าวมาทั้งหมดจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่า หากพนักงานในแผนกเหล่านี้ทำงานแบบ silo จะทำให้ข้อมูลมันไม่ไหลไปตามห่วงโซ่การผลิต ผลที่ตามมาคือเกิดความไม่สอดคล้องกันระหว่างความต้องการของลูกค้าและศักยภาพการผลิตขององค์กร สุดท้ายลูกค้าจะเป็นผู้แบกภาระนั้นไว้พร้อมกับชื่อเสียงขององค์กรที่ไม่สามารถจัดส่งของได้ตามเวลาที่กำหนด
ทลายการทำงานแบบ silo ด้วยการทำ CPFR (Collaborative, Planning, Forecasting, Replenishment)
CPFR (Collaborative, Planning, Forecasting, Replenishment) คือแผนการสร้างความร่วมมือ (Collaborative), การวางแผน (Planning) , การพยากรณ์ (Forecasting) และการเติมเต็มสต๊อก (Replenishment) เพื่อให้มีวัตถุดิบเพียงพอในการผลิตและจัดส่งสินค้าให้ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนที่เราจะไปทำ CPFR ให้มีประสิทธิภาพได้นั้น องค์กรควรทลายการทำงานแบบ silo ออกไปให้ได้ก่อน องค์กรอาจจะเริ่มจาก
- การให้พนักงานแผนกต่างๆมองเป้าหมายเดียวกัน (Common goal) ว่าคือเป้าหมายอะไร เช่น เป้าหมายในการส่งสินค้าให้ลูกค้าตามเวลาที่กำหนดไว้
- การมองเพื่อนต่างแผนกเป็นลูกค้าภายใน (Internal customer) และซัพพลายเออร์ภายใน (Internal supplier) ซึ่งกันละกันเพื่อที่จะส่งมอบงานที่ได้ตกลงกันไว้อย่างมีคุณภาพ
- การจัดทำ Team building เพื่อให้พนักงานในองค์กรมีโอกาสรู้จักกันมากขึ้น ทำกิจกรรมร่วมกันและละลายพฤติกรรมกัน ทำให้พนักงานจากหลายๆแผนกรวมกันเป็นหนึ่งเดียว
สรุป
จะเห็นได้ว่าการทำงานแบบ silo หรือต่างคนต่างทำงานของตนเอง ไม่มีความร่วมมือกันเป็นหนึ่งเดียว จะทำให้ผลที่ตามมานั้นไม่ใช่แค่ performance ของซัพพลายเชนและองค์กรเสียเชื่อเสียง แต่ผลกระทบหลักเลยคือเราไม่สามารถตอบโจทย์และทำตามความคาดหวังของลูกค้าได้ เพราะฉะนั้นการทลายการทำงานแบบ silo ได้จะเกิดผลดีต่อองค์กรอย่างมากมาย รวมไปถึงการบริหารสต๊อกให้ดีขึ้นด้วย
BY : ICE
ที่มา : https://supplychainguru.co.th
บทความที่เกี่ยวข้อง
ในยุคที่ธุรกิจขนส่งเติบโตอย่างรวดเร็ว ความพึงพอใจของลูกค้ากลายเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน หากธุรกิจต้องการประสบความสำเร็จในตลาดที่มีการแข่งขันสูง นอกจากการให้บริการที่รวดเร็วแล้ว ยังต้องคำนึงถึงปัจจัยอื่น ๆ ที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า มาดูกันว่าบริการแบบไหนที่ลูกค้าต้องการจากธุรกิจขนส่ง
28 ก.พ. 2025
“Metaverse จะเข้ามามีบทบาทกับ คลังสินค้า ได้จริงหรือ?” และหากใช่ มันจะเปลี่ยนรูปแบบการจัดการสินค้าหรือการทำงานในคลังไปแค่ไหน?
19 มิ.ย. 2025
Brand Story เป็นเครื่องมือทรงพลังที่ช่วยสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งได้จริง เพราะมันช่วยสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้าที่สินค้าเลียนแบบกันไม่ได้
14 ส.ค. 2025

Contact Center

BS&DC SAI5

ใบบัว ( นักศึกษาฝึกงาน )