Up-selling & Cross-selling: ทำยังไงให้ลูกค้าซื้อเพิ่มโดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด

Up-selling & Cross-selling: ทำยังไงให้ลูกค้าซื้อเพิ่ม โดยไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด
เคยไหมครับ? เดินเข้าเซเว่นฯ ตั้งใจจะซื้อแค่น้ำเปล่า แต่พนักงานถามว่า "รับขนมจีบซาลาเปาเพิ่มไหมคะ?" แล้วเราก็เผลอพยักหน้าซื้อมาเฉยเลย... หรือกดสั่งซื้อไก่ทอด แต่อัปเกรดเป็นชุดใหญ่เพราะ "เพิ่มเงินอีก 20 บาทได้เฟรนช์ฟรายส์จุกๆ"
นี่คือพลังของ Up-selling และ Cross-selling ครับ กลยุทธ์พื้นฐานที่ทรงพลังที่สุดในการเพิ่มยอดขายโดยไม่ต้องหาลูกค้าใหม่
แต่ปัญหาก็คือ พ่อค้าแม่ค้าหลายคนไม่กล้าทำ เพราะกลัวลูกค้าจะรำคาญ หรือรู้สึกว่าเรากำลัง "ยัดเยียด" ขายของ วันนี้ BS Group จะพามาดูเทคนิคการเชียร์ขายแบบ "Win-Win" ที่ทำให้เราได้ยอดเพิ่ม ส่วนลูกค้าก็ได้ความคุ้มค่ากลับไปครับ
1. เข้าใจความต่างก่อน (Up vs. Cross)
Up-selling (การขายอัปเกรด): คือการชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้าตัวเดิมแต่ "เกรดดีกว่า/แพงกว่า" หรือ "ปริมาณเยอะกว่า"
ตัวอย่าง: ลูกค้าจะซื้อ iPhone 128GB -> เชียร์ให้ซื้อ 256GB เพราะเก็บรูปได้เยอะกว่า ไม่ต้องลบรูปบ่อยๆ
Cross-selling (การขายพ่วง): คือการชวนให้ลูกค้าซื้อสินค้า "ที่เกี่ยวข้องกัน" ไปใช้คู่กัน
ตัวอย่าง: ลูกค้าซื้อรองเท้าวิ่ง -> เชียร์ให้ซื้อถุงเท้าวิ่งคุณภาพดี เพื่อลดการเสียดสีและรองรับแรงกระแทก
2. Timing is Everything: จังหวะคือหัวใจ
กฎเหล็กคือ "อย่าเพิ่งขายเพิ่ม ถ้าลูกค้ายังไม่ตัดสินใจซื้อชิ้นหลัก"
ให้รอจังหวะที่ลูกค้า Say Yes กับสินค้าชิ้นหลักแล้ว (Buying Mode Activated) สมองของเขาจะเปิดรับข้อเสนออื่นๆ ได้ง่ายขึ้น
เทคนิค: พูดแทรกในจังหวะก่อนปิดบิล เช่น "ถ้าคุณพี่รับครีมกันแดดตัวนี้ไปด้วย จะได้รับสิทธิ์แลกซื้อคลีนซิ่งในราคาลด 50% เลยนะครับ คุ้มมาก!"
3. เปลี่ยน "การขาย" ให้เป็น "การช่วย" (The Helper Mindset)
อย่าคิดว่าจะเอาเงินจากกระเป๋าเขาเพิ่ม แต่ให้คิดว่า "เราจะช่วยให้เขาใช้สินค้านี้ได้ดีขึ้นได้อย่างไร?"
อย่าพูดว่า: "เอากระเป๋าใส่กล้องไปด้วยไหมครับ?" (ดูเหมือนอยากขายของ)
ให้พูดว่า: "พี่รับกล้องตัวนี้ไปแล้ว ผมแนะนำกระเป๋ากันกระแทกรุ่นนี้ด้วยครับ เพราะเลนส์รุ่นนี้ค่อนข้างละเอียดอ่อน ถ้ามีกระเป๋าจะช่วยถนอมเลนส์ได้นานขึ้นครับ"
เมื่อลูกค้าเห็นว่าสินค้าที่เสนอเพิ่มมานั้น "แก้ปัญหา" หรือ "ป้องกันปัญหา" ให้เขาได้ เขาจะไม่รู้สึกว่าถูกยัดเยียด
4. กฎ 25% (The Rule of 25)
สินค้าที่จะ Cross-sell ไม่ควรมีราคาแพงเกิน 25% ของสินค้าหลัก
ถ้าลูกค้าซื้อเสื้อราคา 500 บาท สินค้าพ่วงควรราคาประมาณ 100-150 บาท เช่น ถุงเท้า หรือหมวก
ถ้าคุณไปเสนอขายกางเกงยีนส์ราคา 2,000 บาท พ่วงเข้าไป ลูกค้าจะชะงักและอาจยกเลิกออเดอร์ทั้งหมดเพราะยอดรวมสูงเกินงบในใจ
5. จัดเซตสุดคุ้ม ประหยัดค่าส่ง (Bundle & Save Shipping)
สำหรับร้านค้าออนไลน์ "ค่าส่ง" คือต้นทุนทางจิตวิทยาของลูกค้า
ลองใช้ Up-selling โดยการจัดเซต "ซื้อ 3 ชิ้น ส่งฟรี" หรือ "ซื้อครบ 999 บาท ลดค่าส่ง 50%"
วิธีนี้ลูกค้าจะรู้สึกว่า "ยิ่งซื้อเยอะ ยิ่งคุ้มค่าส่ง" ทำให้เขาพยายามหยิบของใส่ตะกร้าเพิ่มเองโดยที่เราไม่ต้องตื้อเลยครับ
สรุป: เชียร์ขายด้วยความจริงใจ ยังไงก็ได้ใจลูกค้า
หัวใจสำคัญของการ Up-selling และ Cross-selling คือ "Value" (คุณค่า) ที่ลูกค้าได้รับครับ ถ้าสินค้าที่เราเสนอเพิ่มไป มันช่วยให้ชีวิตเขาดีขึ้น คุ้มขึ้น สะดวกขึ้น ลูกค้าจะขอบคุณเราด้วยซ้ำที่แนะนำสิ่งดีๆ ให้
และเมื่อคุณทำยอดขายต่อบิลได้สูงขึ้น ปริมาณสินค้าที่ต้องจัดส่งก็อาจจะมากขึ้นตามไปด้วย อย่าลืมเลือก "พาร์ทเนอร์ขนส่ง" ที่ไว้ใจได้ เพื่อดูแลสินค้าทุกชิ้น ไม่ว่าจะชิ้นเล็กหรือชิ้นใหญ่ ให้ถึงมือลูกค้าอย่างปลอดภัยและครบถ้วน
Contact Center


