แชร์

รายได้เสริมยุคใหม่! เปลี่ยนบ้านเป็นจุดรับพัสดุ (Drop Point) เริ่มต้นอย่างไร?

ร่วมมือ.jpg Contact Center
อัพเดทล่าสุด: 1 ส.ค. 2025
1721 ผู้เข้าชม

รายได้เสริมยุคใหม่! เปลี่ยนบ้านเป็นจุดรับพัสดุ (Drop Point) เริ่มต้นอย่างไร?
 

ในยุคที่ใครๆ ก็มองหารายได้เสริม และเทรนด์การช้อปปิ้งออนไลน์ก็ยังคงเติบโตไม่หยุด คุณเคยสังเกตไหมว่ามี "จุดบริการรับพัสดุ" เล็กๆ ผุดขึ้นตามหน้าบ้านหรือในร้านค้าใกล้ตัวคุณเต็มไปหมด? นี่คือหนึ่งในช่องทางสร้างรายได้เสริมที่มาแรงที่สุดในยุคนี้ นั่นคือการเป็น "จุดรับพัสดุ" หรือ Drop Point นั่นเอง

หลายคนอาจจะอยากทำ แต่ก็มีคำถามเต็มไปหมด...ต้องลงทุนเยอะไหม? ขั้นตอนยุ่งยากหรือเปล่า? แล้วจะเปลี่ยนพื้นที่ว่างที่บ้านให้กลายเป็นเครื่องผลิตเงินได้อย่างไร? บทความนี้มีคำตอบฉบับสมบูรณ์มาให้คุณแล้ว!

 
"จุดรับพัสดุ" (Drop Point) คืออะไร? ต่างจากแฟรนไชส์อย่างไร?
 

ก่อนอื่นต้องเข้าใจก่อนว่า Drop Point ไม่ใช่ร้านแฟรนไชส์เต็มรูปแบบ

Drop Point คือ จุดบริการตัวแทน ที่มีหน้าที่หลักในการ "รับพัสดุ" จากลูกค้าที่แพ็กของมาเรียบร้อยแล้ว จากนั้นสแกนพัสดุเข้าระบบของบริษัทขนส่ง และเก็บรักษาไว้เพื่อรอรถขนส่งเข้ามารับพัสดุต่อไปเป็นรอบๆ

ความแตกต่างที่สำคัญจากแฟรนไชส์:

  • การลงทุน: ใช้เงินลงทุนต่ำกว่ามาก หรือแทบไม่มีเลยในบางแบรนด์ เพราะไม่ต้องเสียค่าแฟรนไชส์ราคาสูง
  • บริการ: เน้นการ "รับพัสดุ" เป็นหลัก อาจไม่มีบริการแพ็กของหรือขายกล่องพัสดุเหมือนร้านใหญ่
  • การตกแต่ง: ไม่ได้มีข้อบังคับเรื่องการตกแต่งร้านที่เข้มงวดเท่าแฟรนไชส์
  • โมเดลรายได้: ส่วนใหญ่จะเป็นรายได้ต่อชิ้น (ได้ค่าคอมมิชชันตามจำนวนพัสดุที่รับเข้าระบบ)

สำรวจความพร้อม! คุณสมบัติและสิ่งที่ต้องมี

การเปลี่ยนบ้านเป็น Drop Point นั้นง่าย แต่ก็มีสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม

1.ทำเลที่ตั้ง (Location):

  • ควรเป็นพื้นที่ชั้นล่างของบ้านที่ลูกค้าเข้าถึงได้ง่าย เช่น โรงจอดรถ, ห้องหน้าบ้านที่ไม่ได้ใช้งาน หรือหน้าร้านค้าเดิมของคุณ
  • ต้องสะดวกสำหรับรถของบริษัทขนส่งในการเข้ามารับพัสดุ

2.พื้นที่จัดเก็บ (Space):

  • ต้องมีพื้นที่ที่ปลอดภัย แห้ง และไม่โดนแดด สำหรับวางพักพัสดุของลูกค้าเพื่อรอการขนย้าย

3.เวลา (Time Commitment):

  • คุณต้องสามารถเปิด-ปิดร้านตามเวลาที่กำหนดได้ เพราะนี่ไม่ใช่งานที่ทำแล้วปล่อยทิ้งไว้ได้ ต้องมีคนคอยรับลูกค้า

4.อุปกรณ์ที่จำเป็น (Equipment):

  • สมาร์ทโฟน หรือ คอมพิวเตอร์ พร้อมอินเทอร์เน็ตที่เสถียร
  • เครื่องปริ้นท์ใบปะหน้า (Label Printer)
  • เครื่องชั่งน้ำหนักดิจิทัล

5.ทักษะและใจบริการ (Skills & Service Mind):

  • สามารถใช้งานแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมคอมพิวเตอร์พื้นฐานได้
  • มีใจรักในงานบริการ ยิ้มแย้ม และพร้อมให้ความช่วยเหลือลูกค้า

 

5 ขั้นตอนง่ายๆ สู่การเปิดบ้านเป็น Drop Point
 

1.เลือกแบรนด์ขนส่งที่สนใจ: ปัจจุบันหลายเจ้าใหญ่ เช่น Flash Express (Flash Drop Off), J&T Express (J&T Home), SPX Express (เดิมคือ Shopee Xpress) และอื่นๆ ต่างก็มีโครงการรับสมัครตัวแทน ลองศึกษาเงื่อนไขและผลตอบแทนของแต่ละเจ้า

2.ลงทะเบียนออนไลน์: เข้าไปที่เว็บไซต์หรือแอปพลิเคชันของแบรนด์นั้นๆ แล้วมองหาเมนู "สมัครเป็นพาร์ทเนอร์" หรือ "สมัคร Drop Point" จากนั้นกรอกข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดทำเลที่ตั้งของคุณ

3.เตรียมเอกสารและรอติดต่อกลับ: เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น สำเนาบัตรประชาชน, สำเนาทะเบียนบ้าน, และหน้าสมุดบัญชีธนาคาร หลังจากนั้นเจ้าหน้าที่จะติดต่อกลับเพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมหรือนัดดูสถานที่จริง

4.เข้ารับการอบรมระบบ: เมื่อผ่านการพิจารณาเบื้องต้น คุณจะได้รับการอบรมสั้นๆ เกี่ยวกับวิธีการใช้งานระบบรับพัสดุของแบรนด์นั้นๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักจะสอนผ่านทางออนไลน์

5.เตรียมพื้นที่และเริ่มรับงาน: จัดเตรียมพื้นที่และอุปกรณ์ของคุณให้พร้อม เมื่อได้รับการอนุมัติและได้รับป้ายหรือสื่อประชาสัมพันธ์จากทางแบรนด์แล้ว ก็สามารถเปิดระบบและเริ่มรับพัสดุจากลูกค้าในละแวกบ้านได้เลย!
 
สรุปข้อดี vs. ข้อควรพิจารณา
 
ข้อดี 
       

  • ลงทุนต่ำมาก เริ่มต้นง่าย ไม่ซับซ้อน
  • เปลี่ยนพื้นที่ว่างให้เกิดรายได้
  • สร้าง Traffic ให้ธุรกิจเดิม (ถ้ามี)
  • เป็นรายได้เสริมที่มั่นคง เติบโตตาม E-commerce

                      
ข้อควรพิจารณา


  • รายได้ต่อชิ้นไม่สูง ต้องอาศัยปริมาณ
  • ต้องมีคนอยู่ร้านตามเวลาทำการ
  • มีความรับผิดชอบต่อพัสดุของลูกค้า
  • อาจมีการแข่งขันกับจุดบริการอื่นในพื้นที่

การเปิดบ้านเป็นจุดรับพัสดุ หรือ Drop Point ถือเป็นโมเดลธุรกิจรายได้เสริมยุคใหม่ที่น่าสนใจและเข้าถึงง่ายที่สุดทางหนึ่ง หากคุณมีพื้นที่ว่าง มีใจรักบริการ และพร้อมที่จะเรียนรู้ระบบใหม่ๆ นี่อาจเป็นคำตอบของการสร้างรายได้จากที่บ้านที่เติบโตไปพร้อมกับโลก E-commerce อย่างยั่งยืนก็เป็นได้ครับ

 

ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่


โทรศัพท์: 02-114-8855 หรือ 086-3039620

อีเมล: bstransport_bkk@hotmail.com

ที่อยู่สำนักงานใหญ่: สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสาย 5 ชานชาลาที่ 11 ห้องที่ 16-17 133 หมู่ที่ 1 ถนนบรมราชชนนี ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210

คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

 



บทความที่เกี่ยวข้อง
ถอดรหัสความสำเร็จ! จากพนักงานประจำสู่เจ้าของธุรกิจแฟรนไชส์ขนส่งพัสดุรายได้หลักแสน
คุณเคยเหนื่อยล้ากับชีวิตมนุษย์เงินเดือนที่วนลูปหรือไม่? ฝันอยากมีอิสรภาพทางการเงินและเวลา แต่กลับไม่รู้จะเริ่มต้นธุรกิจของตัวเองอย่างไร ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ เรื่องราวของหลายๆ คนที่ผันตัวจากพนักงานประจำมาเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอาจเป็นเหมือนแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ โดยเฉพาะในธุรกิจ "แฟรนไชส์ขนส่งพัสดุ" ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดดไปพร้อมกับโลกอีคอมเมิร์ซ บทความนี้จะพาคุณไปถอดรหัสเส้นทางสู่ความสำเร็จ จากมนุษย์เงินเดือนสู่เถ้าแก่ใหม่เจ้าของธุรกิจขนส่งพัสดุที่สร้างรายได้หลักแสนต่อเดือน พวกเขาทำได้อย่างไร และมีกุญแจสำคัญอะไรบ้าง?
ร่วมมือ.jpg Contact Center
1 ก.ย. 2025
AI ตรวจสอบความถูกต้องของที่อยู่พัสดุก่อนส่ง ลดการตีกลับ–ของส่งผิด
AI ตรวจสอบความถูกต้องของที่อยู่พัสดุก่อนส่ง ช่วยลดพัสดุตีกลับ ลดต้นทุน เพิ่มความพึงพอใจลูกค้า และทำให้ธุรกิจโลจิสติกส์แม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
25 ก.ค. 2025
 Referral Program ชวนเพื่อนมา ชนะใจลูกค้า เพิ่มยอดขายแบบวิน-วิน
สวัสดีเพื่อนๆ นักการตลาดและเจ้าของธุรกิจทุกท่านครับ! ในยุคที่การแข่งขันสูง การหาลูกค้าใหม่ๆ อาจไม่ใช่เรื่องง่ายเสมอไป แต่รู้หรือไม่ครับว่า ลูกค้าปัจจุบันของเรานี่แหละ คือขุมทรัพย์ชั้นดีที่จะช่วยขยายฐานลูกค้าได้แบบไม่ต้องลงทุนเยอะ! วันนี้ผมจะมาพูดถึง "Referral Program" หรือ "โปรแกรมแนะนำเพื่อน" กลยุทธ์ที่ช่วยให้ลูกค้ากลายเป็นกระบอกเสียงชั้นเยี่ยมให้กับแบรนด์ของเรา
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
4 เม.ย. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้