แชร์

กำจัด 7 ความสูญเปล่า (7 Wastes) ในคลังสินค้า: กุญแจสู่การขนส่งที่เร็วกว่าและต้นทุนที่ต่ำลง

noimageauthor ซาล(นักศึกษาฝึกงาน)
อัพเดทล่าสุด: 22 ก.ค. 2025
695 ผู้เข้าชม

ทำความรู้จักกับ 7 ความสูญเปล่าในคลังสินค้า

1.การเคลื่อนไหวที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Motion)

  • คืออะไร: การที่พนักงานต้องเดิน, เอื้อม, ก้ม, หรือเคลื่อนไหวมากเกินความจำเป็น เช่น การเดินข้ามคลังเพื่อไปหยิบของเพียงชิ้นเดียว
  • วิธีลด: จัดวางผังคลังสินค้าให้ดี (Slotting), นำสินค้าขายดีมาไว้ใกล้ตัว, จัดอุปกรณ์ให้อยู่ในที่ที่หยิบใช้สะดวก

 

2.การมีสต็อกมากเกินไป (Excess Inventory)

  • คืออะไร: การเก็บสินค้าไว้มากเกินความต้องการ ทำให้เงินทุนจม, เปลืองพื้นที่จัดเก็บ, และเสี่ยงที่สินค้าจะเสื่อมสภาพ
  • วิธีลด: ใช้หลักการ ABC Analysis, วางแผนการสั่งซื้อให้แม่นยำ (EOQ)
     

 

3. การขนส่ง/เคลื่อนย้ายที่ไม่จำเป็น (Unnecessary Transportation)

  • คืออะไร: การเคลื่อนย้ายสินค้าไปมาหลายทอดภายในคลังสินค้าโดยไม่จำเป็น ซึ่งสิ้นเปลืองทั้งเวลาและพลังงาน
  • วิธีลด: ออกแบบผังการไหลของงาน (Workflow) ให้เป็นเส้นตรงที่สุด ลดขั้นตอนการย้ายของไปมา

 

4. การรอคอย (Waiting)

คืออะไร: พนักงานรอรถมารับของ, รถรอเอกสาร, หรือสินค้ารอขั้นตอนต่อไป ทั้งหมดนี้คือเวลาที่สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

วิธีลด: วางแผนตารางการทำงานให้ดี, เตรียมเอกสารและสินค้าให้พร้อมล่วงหน้า (Pre-staging)

 

5. การผลิต/บริการเกินความจำเป็น (Overproduction)

  • คืออะไร: ในแง่คลังสินค้าคือการสั่งของเข้ามาเก็บไว้ล่วงหน้านานเกินไป หรือแพ็คของเตรียมไว้ทั้งที่ยังไม่มีออเดอร์
  • วิธีลด: ทำงานให้สอดคล้องกับความต้องการจริง (Just-in-Time)

 

6. ขั้นตอนที่ซับซ้อนเกินไป (Over-processing)

  • คืออะไร: มีขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน เช่น การตรวจสอบคุณภาพซ้ำๆ หลายครั้ง, การเซ็นอนุมัติหลายขั้นตอนเกินไปคืออะไร: มีขั้นตอนการทำงานที่ไม่จำเป็นหรือซ้ำซ้อน เช่น การตรวจสอบคุณภาพซ้ำๆ หลายครั้ง, การเซ็นอนุมัติหลายขั้นตอนเกินไป
  • วิธีลด: ทบทวนและปรับปรุงกระบวนการให้ง่ายและกระชับขึ้น

 

7. ของเสีย/ความผิดพลาด (Defects)

  • คืออะไร: การหยิบของผิด, แพ็คของเสียหาย, ส่งของผิดที่ ซึ่งทำให้ต้องเสียเวลาและค่าใช้จ่ายในการแก้ไข
  • วิธีลด: สร้างมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจน, ใช้ระบบบาร์โค้ด, และการทำ Visual Control

 

กำจัดความสูญเปล่าเพื่อบริการโลจิสติกส์ที่เป็นเลิศ

การลดความสูญเปล่าเหล่านี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพบริการของคุณ:

  • เมื่อลด การเคลื่อนไหว และ การขนส่ง ที่ไม่จำเป็นลงได้ การ ขนส่งสินค้า จะรวดเร็วขึ้น และบริการ รับพัสดุที่บ้าน ก็จะตรงเวลามากขึ้น
  • การลด ของเสีย/ความผิดพลาด มีความสำคัญอย่างยิ่งในการ ส่งของไปต่างประเทศ ที่ทุกขั้นตอนต้องแม่นยำสูงสุด
  • ความเข้าใจในการบริหารจัดการเพื่อลด Waste ทั้ง 7 คือหัวใจของการทำธุรกิจให้มีกำไร ซึ่งเป็นความรู้ที่จำเป็นสำหรับผู้ที่ต้องการ สมัครตัวแทนขนส่ง / แฟรนไชส์พัสดุ

 

BS Express: บริการโลจิสติกส์ครบวงจร ลดความสูญเปล่า เพิ่มกำไรให้ธุรกิจคุณ
 

ที่ BS Express เรานำหลักการบริหารจัดการที่ดีที่สุดมาปรับใช้เพื่อลดความสูญเปล่าในกระบวนการทำงาน มุ่งมั่นมอบบริการที่รวดเร็ว แม่นยำ และคุ้มค่าที่สุดให้กับลูกค้าทุกท่าน

  • บริการรับพัสดุถึงหน้าบ้าน และ ขนส่งสินค้า ทั่วประเทศ
  • บริการ ส่งของไปต่างประเทศ ด้วยเครือข่ายที่เชื่อถือได้
  • โอกาสทางธุรกิจสำหรับผู้สนใจ สมัครตัวแทนขนส่ง / แฟรนไชส์พัสดุ

ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่

  • โทรศัพท์: 02-114-8855 หรือ 086-3039620
  • อีเมล: bstransport_bkk@hotmail.com
  • ที่อยู่สำนักงานใหญ่: สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสาย 5 ชานชาลาที่ 11 ห้องที่ 16-17, 133 หมู่ที่ 1 ถนนบรมราชชนนี ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210


คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!

https://www.bsgroupth.com/parcel-delivery-service-to-customers-home



หยุดทำงานหนักกับ "ความสูญเปล่า" แล้วมาเริ่มต้นทำงานอย่างชาญฉลาดกับ BS Express วันนี้

 
 


 


บทความที่เกี่ยวข้อง
Brand story vs  Brand marketing  ต่างกันอย่างไร
Brand story (เรื่องราวของแบรนด์) และ Brand marketing (การตลาดแบรนด์) เป็นสองสิ่งที่เกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้ง แต่มีบทบาทและหน้าที่ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน สามารถสรุปความแตกต่างได้ดังนี้
Gemini_Generated_Image_bjhh8wbjhh8wbjhh.png ใบบัว ( นักศึกษาฝึกงาน )
11 ส.ค. 2025
Drop Off คืออะไร? ทำไมผู้ใช้บริการคลังสินค้าควรทราบ
ในวงการโลจิสติกส์และคลังสินค้า “Drop Off” หมายถึงขั้นตอนการส่งมอบสินค้าหรือพัสดุ ณ จุดส่งที่กำหนด โดยลูกค้าหรือผู้ขนส่งสามารถนำสินค้ามาวางไว้ที่คลังสินค้าหรือจุดรับพัสดุตามที่บริษัทระบุไว้
นักศึกษาฝึกงาน(คลัง)
17 ก.พ. 2025
เปลี่ยนลูกค้าให้เป็นผู้เล่าเรื่อง: เทคนิค 'Interactive Storytelling' ที่ชวนให้ผู้บริโภคมาเป็นส่วนหนึ่งของแบรนด์
ในโลกการตลาดที่เต็มไปด้วยข้อมูลข่าวสาร ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่ฟังเรื่องราวของแบรนด์อีกต่อไป แต่พวกเขากำลังมองหาพื้นที่ที่จะได้เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนั้น ๆ เทคนิคการตลาดแบบเดิมที่แบรนด์เป็นผู้ส่งสารเพียงฝ่ายเดียวจึงอาจไม่เพียงพออีกต่อไป วันนี้เราจะมาเจาะลึกเทคนิค "Interactive Storytelling" หรือการเล่าเรื่องแบบมีปฏิสัมพันธ์ ที่จะเปลี่ยนลูกค้าของคุณให้กลายเป็นผู้ร่วมสร้างเรื่องราว และสร้างความผูกพันที่แข็งแกร่งกับแบรนด์ได้อย่างยั่งยืน
Gemini_Generated_Image_bjhh8wbjhh8wbjhh.png ใบบัว ( นักศึกษาฝึกงาน )
18 ก.ย. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้