Re-slotting คืออะไร? ทำไมต้องจัดตำแหน่งสินค้าใหม่อยู่เสมอ?
อัพเดทล่าสุด: 5 ก.ค. 2025
423 ผู้เข้าชม

ในโลกของการจัดการคลังสินค้า ทุกตารางเมตรมีมูลค่า และทุกวินาทีของการหยิบสินค้ามีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม "Re-slotting" หรือ "การจัดตำแหน่งสินค้าใหม่" จึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่คลังสินค้าระดับมืออาชีพให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
Re-slotting คืออะไร?
Re-slotting หมายถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งจัดเก็บสินค้าภายในคลังใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการหยิบสินค้า ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าขายดีให้อยู่ใกล้จุดหยิบมากขึ้น หรือลดการกระจัดกระจายของสินค้าที่มักขายคู่กัน
ทำไมต้องทำ Re-slotting อยู่เสมอ?
1. พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน
พฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ หากไม่ปรับตำแหน่งสินค้าให้เหมาะสม จะทำให้การหยิบสินค้าใช้เวลานานขึ้น
2. ลดระยะเวลาหยิบสินค้า (Pick Time)
การวางสินค้าที่ขายดีไว้ใกล้จุดหยิบ จะช่วยลดเวลาการเดิน ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มจำนวนออเดอร์ที่จัดได้ในแต่ละวัน
3. ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
การวางสินค้าแบบกระจายตัวหรือไม่สอดคล้องกับขนาด/ปริมาณการหมุนเวียน อาจทำให้เสียพื้นที่ที่ควรใช้ได้ดีกว่า Re-slotting ช่วยปรับให้ทุกช่องวางถูกใช้ตามศักยภาพจริง
4. ลดความผิดพลาดในการหยิบ
สินค้าที่วางซ้อนกันหรืออยู่คนละโซนกับกลุ่มเดียวกันอาจเพิ่มโอกาสหยิบผิด การจัดระเบียบใหม่อย่างมีระบบ ช่วยลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
5. รองรับการเติบโตของธุรกิจ
ธุรกิจเติบโต หมวดหมู่สินค้าก็เปลี่ยนไป การ Re-slotting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปรับตัวของคลัง ให้รองรับจำนวน SKU และออเดอร์ที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควรทำ Re-slotting บ่อยแค่ไหน?
ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล เช่น
สรุป
Re-slotting ไม่ใช่แค่การจัดวางของให้ดูดี แต่มันคือ "ศาสตร์ของประสิทธิภาพ" ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ใครที่มองว่าคลังเป็นเพียงที่เก็บของ อาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง
Re-slotting คืออะไร?
Re-slotting หมายถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งจัดเก็บสินค้าภายในคลังใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการหยิบสินค้า ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าขายดีให้อยู่ใกล้จุดหยิบมากขึ้น หรือลดการกระจัดกระจายของสินค้าที่มักขายคู่กัน
ทำไมต้องทำ Re-slotting อยู่เสมอ?
1. พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน
พฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ หากไม่ปรับตำแหน่งสินค้าให้เหมาะสม จะทำให้การหยิบสินค้าใช้เวลานานขึ้น
2. ลดระยะเวลาหยิบสินค้า (Pick Time)
การวางสินค้าที่ขายดีไว้ใกล้จุดหยิบ จะช่วยลดเวลาการเดิน ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มจำนวนออเดอร์ที่จัดได้ในแต่ละวัน
3. ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
การวางสินค้าแบบกระจายตัวหรือไม่สอดคล้องกับขนาด/ปริมาณการหมุนเวียน อาจทำให้เสียพื้นที่ที่ควรใช้ได้ดีกว่า Re-slotting ช่วยปรับให้ทุกช่องวางถูกใช้ตามศักยภาพจริง
4. ลดความผิดพลาดในการหยิบ
สินค้าที่วางซ้อนกันหรืออยู่คนละโซนกับกลุ่มเดียวกันอาจเพิ่มโอกาสหยิบผิด การจัดระเบียบใหม่อย่างมีระบบ ช่วยลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
5. รองรับการเติบโตของธุรกิจ
ธุรกิจเติบโต หมวดหมู่สินค้าก็เปลี่ยนไป การ Re-slotting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปรับตัวของคลัง ให้รองรับจำนวน SKU และออเดอร์ที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควรทำ Re-slotting บ่อยแค่ไหน?
ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล เช่น
- รายงานสินค้าขายดี/ขายช้า
- ฤดูกาล
- การขยาย SKU
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้า
สรุป
Re-slotting ไม่ใช่แค่การจัดวางของให้ดูดี แต่มันคือ "ศาสตร์ของประสิทธิภาพ" ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ใครที่มองว่าคลังเป็นเพียงที่เก็บของ อาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
จะจ้างรถขนของแต่เลือกไม่ถูก? ระหว่าง "รถตู้ทึบ" กับ "รถคอก" ต่างกันยังไง แบบไหนกันฝน 100% แบบไหนขนได้เยอะกว่า บทความนี้มีคำตอบ พร้อมเทคนิคเลือกให้คุ้มค่าที่สุด
3 ก.พ. 2026
เวลาเราสั่งของออนไลน์ สิ่งที่เราทำคือกดสั่ง รอ... แล้วก็เซ็นรับของด้วยรอยยิ้ม แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ในช่วงเวลาที่เรา "รอ" นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
3 ก.พ. 2026
ในโรงงานอุตสาหกรรม "ตู้ควบคุมไฟฟ้า (Control Cabinet/MDB)" เปรียบเสมือนสมองและหัวใจที่สั่งการเครื่องจักรทั้งหมด ตู้ใบหนึ่งอาจมีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท!
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ภายในตู้นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ "เปราะบาง" อย่าง PLC, Inverter และแผงวงจรซับซ้อน ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจกับ "แรงสั่นสะเทือน" และ "ความชื้น"
หากขนส่งผิดวิธี แค่ตู้กระแทกเบาๆ หรือโดนละอองฝนเพียงนิดเดียว อาจทำให้อุปกรณ์ภายในรวน สายไฟหลวม หรือเกิดสนิมที่หน้าสัมผัส ส่งผลให้เมื่อไปถึงหน้างาน... ไฟไม่เข้า เครื่องไม่เดิน โปรเจกต์ล่าช้า และค่าเสียหายบานปลาย!
วันนี้ BS Transport จะมาเผยมาตรฐานการขนย้ายตู้ไฟและตู้ Control ฉบับมืออาชีพ ที่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอครับ
3 ก.พ. 2026
BS&DC SAI5


