5 บริษัทที่ใช้ AI เปลี่ยนคลังสินค้าให้กลายเป็นกำไร
อัพเดทล่าสุด: 15 พ.ค. 2025
579 ผู้เข้าชม

1. Amazon คลังสินค้าหุ่นยนต์อัตโนมัติเต็มรูปแบบ
Amazon เป็นผู้นำระดับโลกในการใช้ AI เพื่อยกระดับระบบคลังสินค้า บริษัทได้ใช้หุ่นยนต์ Kiva ที่ควบคุมด้วย AI เพื่อจัดเรียงและหยิบสินค้าได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Machine Learning ในการคาดการณ์อุปสงค์ล่วงหน้า ช่วยลดสต็อกค้างและเพิ่มการหมุนเวียนของสินค้าอย่างแม่นยำ
ผลลัพธ์:
Alibaba ใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติชื่อว่า Cainiao ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อควบคุมเส้นทางจัดส่งและจัดการสต็อกแบบเรียลไทม์ หุ่นยนต์ในคลังสามารถหลีกเลี่ยงกันได้อย่างแม่นยำ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุดพัก
ผลลัพธ์:
Walmart ใช้ AI เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค โดยดึงข้อมูลจากพฤติกรรมการซื้อ ข้อมูลสภาพอากาศ และแนวโน้มท้องถิ่น เพื่อจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังใช้ หุ่นยนต์สแกนชั้นวางสินค้า เพื่อช่วยตรวจสอบสต็อกจริงแบบอัตโนมัติ
ผลลัพธ์:
Ocado บริษัทค้าปลีกออนไลน์จากอังกฤษ ใช้ AI ควบคุมระบบคลังสินค้าแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หุ่นยนต์กว่า 1,000 ตัวทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำในระบบที่ซับซ้อนและมีความเร็วสูง AI ช่วยวางแผนเส้นทางของหุ่นยนต์เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันแม้ในจุดที่แคบที่สุด
ผลลัพธ์:
Zara ใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นจากโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับปริมาณสินค้าในแต่ละคลังได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงของสินค้าคงเหลือหรือขายไม่ออก
ผลลัพธ์:
AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่กลายเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ทรงพลังในการบริหารคลังสินค้าอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกหรือบริษัทค้าปลีกท้องถิ่น การลงทุนใน AI สำหรับโลจิสติกส์คือก้าวสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนต้นทุนให้กลายเป็นกำไรได้อย่างยั่งยืน
Amazon เป็นผู้นำระดับโลกในการใช้ AI เพื่อยกระดับระบบคลังสินค้า บริษัทได้ใช้หุ่นยนต์ Kiva ที่ควบคุมด้วย AI เพื่อจัดเรียงและหยิบสินค้าได้เร็วขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังใช้ระบบ Machine Learning ในการคาดการณ์อุปสงค์ล่วงหน้า ช่วยลดสต็อกค้างและเพิ่มการหมุนเวียนของสินค้าอย่างแม่นยำ
ผลลัพธ์:
- เพิ่มประสิทธิภาพการจัดส่ง
- ลดต้นทุนแรงงาน
- รองรับคำสั่งซื้อมหาศาลในช่วงเทศกาล
Alibaba ใช้ระบบคลังสินค้าอัตโนมัติชื่อว่า Cainiao ที่ขับเคลื่อนด้วย AI เพื่อควบคุมเส้นทางจัดส่งและจัดการสต็อกแบบเรียลไทม์ หุ่นยนต์ในคลังสามารถหลีกเลี่ยงกันได้อย่างแม่นยำ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมงโดยไม่ต้องหยุดพัก
ผลลัพธ์:
- ต้นทุนการจัดการลดลงกว่า 30%
- ความแม่นยำในการจัดส่งสูงกว่า 99%
- ใช้พื้นที่คลังสินค้าอย่างคุ้มค่าที่สุด
Walmart ใช้ AI เพื่อคาดการณ์ความต้องการของผู้บริโภคในแต่ละภูมิภาค โดยดึงข้อมูลจากพฤติกรรมการซื้อ ข้อมูลสภาพอากาศ และแนวโน้มท้องถิ่น เพื่อจัดการสินค้าคงคลังให้เหมาะสม นอกจากนี้ยังใช้ หุ่นยนต์สแกนชั้นวางสินค้า เพื่อช่วยตรวจสอบสต็อกจริงแบบอัตโนมัติ
ผลลัพธ์:
- ลดของเสียจากสินค้าหมดอายุ
- เติมสต็อกได้ตรงจุด ตรงเวลา
- ประสบการณ์ลูกค้าดีขึ้นอย่างชัดเจน
Ocado บริษัทค้าปลีกออนไลน์จากอังกฤษ ใช้ AI ควบคุมระบบคลังสินค้าแบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ หุ่นยนต์กว่า 1,000 ตัวทำงานร่วมกันอย่างแม่นยำในระบบที่ซับซ้อนและมีความเร็วสูง AI ช่วยวางแผนเส้นทางของหุ่นยนต์เพื่อหลีกเลี่ยงการชนกันแม้ในจุดที่แคบที่สุด
ผลลัพธ์:
- บรรจุคำสั่งซื้อได้ภายในไม่กี่นาที
- ลดต้นทุนการปฏิบัติงานได้มาก
- เพิ่มความสามารถในการขยายธุรกิจ
Zara ใช้ AI วิเคราะห์แนวโน้มแฟชั่นจากโซเชียลมีเดียและพฤติกรรมลูกค้าแบบเรียลไทม์ ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้บริษัทสามารถปรับปริมาณสินค้าในแต่ละคลังได้อย่างแม่นยำ ลดความเสี่ยงของสินค้าคงเหลือหรือขายไม่ออก
ผลลัพธ์:
- ลดสินค้าคงคลังส่วนเกิน
- เพิ่มความเร็วในการวางขายสินค้าตามเทรนด์
- ขยายกำไรต่อหน่วยสินค้าได้มากขึ้น
AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เครื่องมือเทคโนโลยี แต่กลายเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ทรงพลังในการบริหารคลังสินค้าอย่างชาญฉลาด ไม่ว่าจะเป็นยักษ์ใหญ่ระดับโลกหรือบริษัทค้าปลีกท้องถิ่น การลงทุนใน AI สำหรับโลจิสติกส์คือก้าวสำคัญที่จะเพิ่มประสิทธิภาพและเปลี่ยนต้นทุนให้กลายเป็นกำไรได้อย่างยั่งยืน
บทความที่เกี่ยวข้อง
จะจ้างรถขนของแต่เลือกไม่ถูก? ระหว่าง "รถตู้ทึบ" กับ "รถคอก" ต่างกันยังไง แบบไหนกันฝน 100% แบบไหนขนได้เยอะกว่า บทความนี้มีคำตอบ พร้อมเทคนิคเลือกให้คุ้มค่าที่สุด
3 ก.พ. 2026
เวลาเราสั่งของออนไลน์ สิ่งที่เราทำคือกดสั่ง รอ... แล้วก็เซ็นรับของด้วยรอยยิ้ม แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ในช่วงเวลาที่เรา "รอ" นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
3 ก.พ. 2026
ในโรงงานอุตสาหกรรม "ตู้ควบคุมไฟฟ้า (Control Cabinet/MDB)" เปรียบเสมือนสมองและหัวใจที่สั่งการเครื่องจักรทั้งหมด ตู้ใบหนึ่งอาจมีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท!
แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ภายในตู้นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ "เปราะบาง" อย่าง PLC, Inverter และแผงวงจรซับซ้อน ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจกับ "แรงสั่นสะเทือน" และ "ความชื้น"
หากขนส่งผิดวิธี แค่ตู้กระแทกเบาๆ หรือโดนละอองฝนเพียงนิดเดียว อาจทำให้อุปกรณ์ภายในรวน สายไฟหลวม หรือเกิดสนิมที่หน้าสัมผัส ส่งผลให้เมื่อไปถึงหน้างาน... ไฟไม่เข้า เครื่องไม่เดิน โปรเจกต์ล่าช้า และค่าเสียหายบานปลาย!
วันนี้ BS Transport จะมาเผยมาตรฐานการขนย้ายตู้ไฟและตู้ Control ฉบับมืออาชีพ ที่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอครับ
3 ก.พ. 2026
BS&DC SAI5


