แชร์

สุขภาพจิตในยุคดิจิทัล ดูแลใจในโลกที่ "ออนไลน์" ตลอดเวลา

ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
อัพเดทล่าสุด: 23 เม.ย. 2025
712 ผู้เข้าชม

สุขภาพจิตในยุคดิจิทัล ดูแลใจในโลกที่ "ออนไลน์" ตลอดเวลา

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ! ในปี 2025 ที่เทคโนโลยีและโลกดิจิทัลได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันอย่างแยกไม่ออก ความสะดวกสบายและการเชื่อมต่อที่ไร้พรมแดนก็มาพร้อมกับความท้าทายใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ "สุขภาพจิต" วันนี้เราจะมาพูดคุยกันถึงวิธีการดูแลจิตใจของเราในโลกที่ "ออนไลน์" อยู่เสมอ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและสมดุลครับ

 

โลกดิจิทัล... ดาบสองคมต่อสุขภาพจิต

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเทคโนโลยีดิจิทัลได้มอบประโยชน์มากมายให้กับชีวิตของเรา ไม่ว่าจะเป็นการติดต่อสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูล หรือความบันเทิง แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเชื่อมต่อตลอดเวลาและการไหลบ่าของข้อมูลข่าวสารก็อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของเราได้เช่นกัน เช่น:

  • ภาวะ FOMO (Fear of Missing Out): ความกลัวที่จะพลาดข่าวสารหรือกิจกรรมต่างๆ ในโลกออนไลน์ ทำให้เราต้องเช็คโทรศัพท์อยู่ตลอดเวลาจนเกิดความเครียด
  • การเปรียบเทียบตัวเองกับผู้อื่น: การเห็นภาพลักษณ์ที่ถูกคัดกรองมาอย่างดีบนโซเชียลมีเดีย อาจทำให้เรารู้สึกด้อยค่าและไม่พอใจในชีวิตของตัวเอง
  • การถูก Cyberbullying: การกลั่นแกล้งหรือการคุกคามทางออนไลน์สามารถส่งผลกระทบทางจิตใจอย่างรุนแรง
  • การเสพติดโซเชียลมีเดีย: การใช้เวลาบนโลกออนไลน์มากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อการนอนหลับ สมาธิ และความสัมพันธ์ในชีวิตจริง
  • ข้อมูลข่าวสารที่มากเกินไป: การรับรู้ข่าวสารด้านลบอยู่ตลอดเวลาอาจทำให้เกิดความวิตกกังวลและความรู้สึกสิ้นหวัง

 

5 วิธีดูแลสุขภาพจิตในยุคดิจิทัล 

  1. กำหนดเวลา "พักหน้าจอ": ลองกำหนดช่วงเวลาในแต่ละวันที่จะงดการใช้อุปกรณ์ดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยเฉพาะก่อนนอนและในช่วงเวลาส่วนตัว อาจเริ่มต้นจาก 30 นาที หรือ 1 ชั่วโมง แล้วค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามความเหมาะสม
  2. เลือกเสพสื่ออย่างมีสติ: ลองพิจารณาว่าเนื้อหาที่เราเสพบนโลกออนไลน์ส่งผลต่ออารมณ์และความรู้สึกของเราอย่างไร หากพบว่าเนื้อหาใดทำให้รู้สึกไม่ดี ลองลดการติดตามหรือหลีกเลี่ยงการรับชม
  3. สร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์: อย่าปล่อยให้โลกดิจิทัลเข้ามาแทนที่กิจกรรมและความสัมพันธ์ในชีวิตจริง หาเวลาทำกิจกรรมที่ชอบ พบปะเพื่อนฝูง และใช้เวลากับครอบครัวอย่างมีคุณภาพ
  4. ฝึกการมีสติ (Mindfulness): การฝึกสติช่วยให้เราอยู่กับปัจจุบัน ลดความคิดฟุ้งซ่าน และจัดการกับอารมณ์ต่างๆ ได้ดีขึ้น มีแอปพลิเคชันและแหล่งข้อมูลมากมายที่สามารถช่วยในการฝึกสติได้
  5. ดูแลสุขภาพกาย: สุขภาพกายและสุขภาพจิตมีความเชื่อมโยงกัน การนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยเสริมสร้างสุขภาพจิตที่ดี

 

เทคโนโลยีที่ช่วยดูแลสุขภาพจิต

ในขณะที่เทคโนโลยีอาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิต แต่ก็มีเทคโนโลยีหลายอย่างที่ถูกพัฒนาขึ้นมาเพื่อช่วยดูแลสุขภาพจิตเช่นกัน เช่น:

  • แอปพลิเคชันฝึกสติและทำสมาธิ: ช่วยในการฝึกการมีสติและลดความเครียด
  • แอปพลิเคชันติดตามอารมณ์: ช่วยให้เราสังเกตและเข้าใจรูปแบบอารมณ์ของตัวเอง
  • แพลตฟอร์มให้คำปรึกษาออนไลน์: ช่วยให้สามารถเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตได้ง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น
  • เกมและแอปพลิเคชันเพื่อการผ่อนคลาย: ช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล

 

สรุป
การใช้ชีวิตในยุคดิจิทัลอย่างมีสุขภาพจิตที่ดีต้องอาศัยความตระหนักและการดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอ การกำหนดขอบเขตการใช้งานเทคโนโลยี การเลือกเสพสื่ออย่างมีสติ การสร้างสมดุลระหว่างโลกออนไลน์และออฟไลน์ การฝึกสติ และการดูแลสุขภาพกาย เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จากโลกดิจิทัลได้อย่างมีความสุขและไม่ส่งผลกระทบต่อจิตใจของเราครับ มาดูแลใจของเราในโลกที่เชื่อมต่ออยู่เสมอไปด้วยกันนะครับ 


บทความที่เกี่ยวข้อง
"เล่าเรื่องให้รวย: ศิลปะการใช้ Storytelling เปลี่ยนคนแปลกหน้าให้กลายเป็นลูกค้า"
สินค้าดีแต่ทำไมขายไม่ได้? อาจเป็นเพราะคุณยังขาด "เรื่องเล่า" ที่โดนใจ! พบกับศิลปะการใช้ Storytelling ที่จะเปลี่ยนการขายที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็นเรื่องราวที่ลูกค้าอยากฟังและพร้อมควักกระเป๋าจ่าย
ร่วมมือ.jpg Contact Center
7 ม.ค. 2026
"ลูกค้าเก่าคือขุมทรัพย์: 5 กลยุทธ์เปลี่ยน 'ขาจร' ให้เป็น 'Brand Lover' ตลอดกาล"
รู้หรือไม่? การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่ารักษาลูกค้าเก่าถึง 5 เท่า! พบกับ 5 กลยุทธ์เด็ดที่จะเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็น Brand Lover ที่รักและภักดีต่อแบรนด์ของคุณ พร้อมเทคนิคการบริการที่มัดใจ
ร่วมมือ.jpg Contact Center
7 ม.ค. 2026
ค่าส่งแพง ของพัง! จบปัญหาด้วย Seller Own Fleet : ทำไมร้านขายของชิ้นใหญ่ใน Shopee/Lazada ถึงควรเลือกส่งของเองกับ BS Express
ขายดีแทบตาย แต่ตกม้าตายตอน "ส่ง" สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของบน Shopee หรือ Lazada คงคุ้นเคยกับระบบขนส่งมาตรฐาน (Standard Delivery) กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าสินค้าที่คุณขายคือ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, หรืออุปกรณ์ออกกำลังกาย คุณน่าจะเคยเจอปัญหาชวนปวดหัวเหล่านี้: 1.ค่าส่งแพงหูฉี่: ระบบคำนวณค่าส่งตามน้ำหนักจริง ซึ่งบางทีแพงกว่ากำไรที่ได้ 2.ของพังยับเยิน: ขนส่งทั่วไปอาจไม่เชี่ยวชาญการยกของหนัก โยนของจนเสียหาย ลูกค้าขอคืนเงิน 3.ข้อจำกัดเยอะ: ขนาดเกินนิดเดียว ขนส่งไม่รับ ต้องยกของกลับเก้อ ทางออกของปัญหานี้คือฟีเจอร์ลับที่ร้านค้าตัวท็อปเขาใช้กัน นั่นคือ "Seller Own Fleet" (ผู้ขายทำการจัดส่งให้เอง) วันนี้ BS Express จะพาคุณมาทำความรู้จักฟีเจอร์นี้ และเผยเหตุผลว่าทำไมการเลือกส่งเองกับเรา ถึงช่วยให้คุณ "กำไรเหลือเยอะกว่าเดิม"!
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
7 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ