แชร์

​รูปแบบของการว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล

อัพเดทล่าสุด: 4 ก.ย. 2024
1802 ผู้เข้าชม

​รูปแบบของการว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเล

การว่าจ้างขนส่งสินค้าทางทะเลมีรูปแบบจําแนกตามลักษณะของเรือเดินสมุทรและการใช้งาน ดังนี้

1. LINER TERM

     คือการว่าจ้างขนส่งสินค้าโดยเรือที่มีตารางเดินเรือที่วิ่งประจําเส้นทาง ซึ่งประกอบด้วยเรือ 3 แบบด้วยกันคือ

  • Conventional Vessel

     คือเรือสินค้าอเนกประสงค์แบบดั้งเดิม ทําการขนส่งสินค้าโดยการบรรทุกสินค้าลงในระวางเรือใหญ่ ส่วนใหญ่ใช้ในการขนสินค้าแบบเทกอง (Bulk Cargo) มักมีเส้นทางเดินเรือแบบจากเมืองท่าต้นทางไปจนถึงเมืองท่าปลายทาง (End to end)

  • Container Vessel

     คือเรือสินค้าที่ทําการขนส่งโดยระบบตู้คอนเทนเนอร์ มักมีเส้นทางเดินเรือแบบเครือข่าย (Network service) หรือเส้นทางเดินเรือแบบรอบโลก (Round the worldservice) โดยใช้เรือแม่ขนาดใหญ่ (Mother Vessel) วิ่งให้บริการเฉพาะเมืองท่าหลักที่เป็นฐานการให้บริการ เช่นเมืองท่า Singapore แล้วใช้เรือลูก (Feeder) ขนตู้คอนเทนเนอร์จากเมืองท่าหลักไปยังเมืองท่ารองหรือเมืองท่าปลายทาง เช่น ท่าเรือกรุงเทพ ท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น

  • Semi container Vessel

     คือเรือสินค้าที่มีรูปแบบการขนส่งผสมผสานระหว่างเรือ Conventional กับเรือContainer กล่าวคือ เป็นเรือสินค้าที่สามารถบรรทุกสินค้าลงในระวางส่วนหนึ่งและมีพื้นที่บนเรือที่จะวางตู้คอนเทนเนอร์ได้อีกส่วนหนึ่ง มักมีเส้นทางเดินเรือแบบเมืองท่าต้นทางถึงเมืองท่าปลายทาง

 

2. CHARTER TERM 

     คือการว่าจ้างขนส่งสินค้าโดยเรือที่เช่ามาขนส่งสินค้าเป็นเที่ยวๆ เป็นเรือที่ไม่มีตารางเดินเรือและเส้นทางเป็นการตายตัว เรียกว่าการเช่าเรือ ซึ่งแบ่งการเช่าออกเป็น 4 ลักษณะคือ

  • Voyage Charter

      เป็นการเช่าเหมาเรือแบบเที่ยวเดียว เพื่อขนส่งสินค้าที่กําหนด ส่วนใหญ่เป็นการเช่าเหมาเรือทั้งลํา เพื่อขนส่งสินค้าจากท่าเรือแห่งหนึ่งไปยังท่าเรืออีกแห่งหนึ่ง ค่าใช้จ่ายในการเดินเรือเป็นภาระของเจ้าของเรือที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงในสัญญาเช่าเหมาเรือที่ได้ทํากันไว้ระหว่างเจ้าของเรือกับผู้เช่าเรือ

  • Time Charter

     เป็นการเช่าเหมาเรือแบบระยะเวลา ผู้เช่าเหมาเรือจะได้สิทธิในการใช้เรือในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เจ้าของเรือมีหน้าที่ที่จะต้องทําให้เรืออยู่ในสภาพที่จะใช้งานได้เท่านั้น ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินเรือตามที่ได้ตกลงกันไว้ในสัญญาการเช่าเหมาเรือ จะตกเป็นภาระของผู้เช่าเรือที่จะต้องรับผิดชอบ

  • Bareboat Charter 

      เป็นการเช่าเหมาเรือเฉพาะตัวเรือเปล่าๆ ไม่รวมลูกเรือ มักเป็นการเช่าเหมาเรือในระยะเวลาที่ยาวนาน เจ้าของเรือจะรับภาระเฉพาะการหาเรือมาให้แก่ผู้เช่าเรือ ส่วนค่าใช้จ่ายในการเดินเรือตลอดจนการทําให้เรือสามารถปฏิบัติงานได้เป็นภาระของผู้เช่าเรือ

  • Hybrid Charter

     เป็นการเช่าเหมาเรือแบบผสมผสานกัน เช่น การเช่าเหมาเรือเที่ยวเดียวอย่างต่อเนื่องและการเช่าเหมาเรือที่ผสมระหว่างการเช่าแบบเที่ยวเดียวและการเช่าแบบระยะเวลา

 

 



 

BY : NOON (CC)

ที่มาของข้อมูล : lissom-logistics


บทความที่เกี่ยวข้อง
ทำไมบริษัทใหญ่ลงทุนระบบโลจิสติกส์ก่อนเสมอ
เจาะเหตุผลว่าทำไมบริษัทขนาดใหญ่เลือกลงทุนระบบโลจิสติกส์ตั้งแต่ต้น เพื่อรองรับการเติบโต คุมต้นทุน และสร้างความได้เปรียบระยะยาว
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
16 ม.ค. 2026
AI และ Machine Learning พลิกโฉมการวางแผนเส้นทางขนส่ง
ในโลกของธุรกิจโลจิสติกส์ “เวลาและต้นทุน” คือหัวใจสำคัญ แต่สิ่งที่ซับซ้อนกว่าคือการวางแผนเส้นทาง (Route Planning) ที่ต้องเผชิญกับปัจจัยแปรผันจำนวนมาก ทั้งสภาพการจราจร ความหนาแน่นของออเดอร์ ราคาน้ำมัน และพฤติกรรมผู้บริโภค การบริหารจัดการด้วยวิธีดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป นี่คือจุดที่ AI (Artificial Intelligence) และ Machine Learning (ML) เข้ามาเปลี่ยนเกม พลิกโฉมระบบขนส่งให้ฉลาดขึ้น เร็วขึ้น และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
สีเขียว_สีเหลือง_น่ารัก_ภาพประกอบ_ปิดร้านค้า_Sorry_We_Are_Closed_Instagram_Post_.png BS Rut กองรถ
22 ส.ค. 2025
การจัดส่งแบบ B2B คือ
B2B คืออะไรธุรกิจ B2B (Business to Business) คือการทำธุรกิจที่ขายสินค้าและบริการระหว่างองค์กรหรือบริษัทต่างๆ โดยเน้นการทำธุรกิจกับบริษัทอื่นๆ เป็นหลัก ตัวอย่างเช่น บริษัทที่ผลิตชิ้นส่วนรถยนต์และขายให้กับโรงงานผลิตรถยนต์หรือบริษัทที่ให้บริการโซลูชันซอฟต์แวร์ให้กับองค์กร
26 พ.ย. 2024
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้