Value-Based Pricing: เลิกตัดราคา แล้วมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย "Storytelling" ที่โดนใจ

Value-Based Pricing: เลิกตัดราคา แล้วมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย "Storytelling" ที่โดนใจ
ในสมรภูมิธุรกิจที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน วิธีที่ง่ายที่สุดที่หลายคนเลือกใช้เพื่อดึงดูดลูกค้าคือ "การลดราคา" แต่รู้ไหมครับว่า นั่นคือหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มแข่งกันที่ราคา (Price War) สุดท้ายแล้วผู้ชนะคือคนที่ "เจ็บตัวน้อยที่สุด" ส่วนกำไรแทบไม่เหลือ
จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ากลับเต็มใจจ่ายด้วยรอยยิ้ม เพราะพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับนั้น "คุ้มค่า" เกินราคา
นี่คือหัวใจของ Value-Based Pricing และเครื่องมือที่จะช่วยสร้างสิ่งนี้ได้ดีที่สุดคือ Storytelling วันนี้เราจะพาคุณออกจากวงจรการตัดราคา ไปสู่วงจรแห่งการสร้างคุณค่าครับ
1. Value-Based Pricing คืออะไร? ทำไมต้องแคร์?
การตั้งราคาโดยทั่วไปมักคิดจาก Cost-Plus (ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ) แต่ Value-Based Pricing คือการตั้งราคาจาก "มูลค่าที่ลูกค้ารับรู้" (Perceived Value)
ทำไมกาแฟแก้วละ 150 บาท ถึงขายดีกว่ากาแฟแก้วละ 40 บาท?
ทำไมกระเป๋าแบรนด์เนมใบละแสน ถึงมีคนต่อคิวซื้อ?
คำตอบไม่ใช่เพราะต้นทุนการผลิตต่างกันมหาศาล แต่เป็นเพราะ "ความรู้สึก" ที่ลูกค้าได้รับ สินค้าเหล่านั้นมอบความมั่นใจ ภาพลักษณ์ หรือประสบการณ์บางอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อครับ
2. Storytelling: สะพานเชื่อมระหว่าง "สินค้า" กับ "มูลค่า"
สินค้าวางอยู่เฉยๆ ไม่มีปากเสียงที่จะบอกว่าตัวเองดียังไง หน้าที่ของคุณคือใช้ Storytelling เพื่อปรุงแต่งมูลค่าให้น่าสนใจ
อย่าขายแค่ส่วนผสม (Feature): เช่น "สบู่ก้อนนี้ผสมสมุนไพร 5 ชนิด"
แต่จงขายผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลง (Benefit & Transformation): เล่าเรื่องว่า "สบู่ก้อนนี้เกิดจากความตั้งใจของคุณยายที่อยากรักษาผิวหลานสาวที่แพ้ง่าย จนกลายมาเป็นสูตรลับที่ช่วยคืนความมั่นใจ ให้คุณกล้าเผยผิวสวยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี"
เมื่อมีเรื่องราว (Story) สินค้าจะกลายเป็น "ของมีครู" มีที่มาที่ไป และดูมีมูลค่าสูงขึ้นทันทีในสายตาลูกค้า
3. 3 ขั้นตอนปั้น Story เพื่ออัปราคา (Up-Value)
หา "ตัวร้าย" (Pain Point) ให้เจอ: เริ่มต้นด้วยปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญ ยิ่งขยี้ปมได้เจ็บปวดเท่าไหร่ ทางแก้ของคุณจะยิ่งมีค่ามากเท่านั้น
เสนอ "ฮีโร่" (Solution) ที่แตกต่าง: สินค้าของคุณเข้ามาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร? และทำไมต้องเป็นคุณ? (เช่น กรรมวิธีผลิตที่พิถีพิถัน, วัตถุดิบหายาก, หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
ภาพฝันแห่งความสำเร็จ (Better Future): เล่าให้เห็นภาพว่าหลังจากใช้สินค้าของคุณแล้ว ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร? เขามีความสุขขึ้น มั่นใจขึ้น หรือสะดวกสบายขึ้นแค่ไหน?
4. "การส่งมอบ" จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของ Value
คุณสร้าง Story มาอย่างหรูหรา ตั้งราคาสูงแบบ Premium แต่ถ้า...
สินค้าส่งถึงมือลูกค้าในสภาพกล่องบุบ
ส่งช้าจนเลยกำหนดใช้งาน
ของหายระหว่างทาง
มูลค่าที่คุณสร้างมาจะพังทลายลงทันที! การขนส่ง (Logistics) จึงเป็นส่วนสำคัญของ Value-Based Pricing เพราะมันคือประสบการณ์ด่านสุดท้ายที่จะยืนยันว่าสินค้าของคุณ "คุ้มค่า" จริงหรือไม่
การเลือกใช้บริการขนส่งที่มีมาตรฐาน ดูแลสินค้าอย่างดี และส่งมอบตรงเวลา คือการรักษา Story ของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบจนถึงวินาทีที่ลูกค้าแกะกล่อง
สรุป: ขายความคุ้มค่า แล้วคุณจะไม่ต้องลดราคาอีกเลย
เลิกกลัวว่าตั้งราคาแพงแล้วจะขายไม่ได้ ถ้าสินค้าของคุณแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง และคุณเล่าเรื่องราว (Storytelling) ได้ถึงอารมณ์ ลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับความคุ้มค่านั้นเสมอ
และเพื่อให้สินค้าราคา Premium ของคุณ ส่งถึงมือลูกค้าด้วยบริการระดับ Premium... ให้ BS Group เป็นพาร์ทเนอร์ดูแลเรื่องการขนส่งให้คุณนะครับ
Contact Center


