แชร์

Value-Based Pricing: เลิกตัดราคา แล้วมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย "Storytelling" ที่โดนใจ

ร่วมมือ.jpg Contact Center
อัพเดทล่าสุด: 8 ม.ค. 2026
16 ผู้เข้าชม

Value-Based Pricing: เลิกตัดราคา แล้วมาเพิ่มมูลค่าสินค้าด้วย "Storytelling" ที่โดนใจ
ในสมรภูมิธุรกิจที่มีคู่แข่งเกิดขึ้นใหม่ทุกวัน วิธีที่ง่ายที่สุดที่หลายคนเลือกใช้เพื่อดึงดูดลูกค้าคือ "การลดราคา" แต่รู้ไหมครับว่า นั่นคือหลุมพรางที่น่ากลัวที่สุด เพราะเมื่อไหร่ที่คุณเริ่มแข่งกันที่ราคา (Price War) สุดท้ายแล้วผู้ชนะคือคนที่ "เจ็บตัวน้อยที่สุด" ส่วนกำไรแทบไม่เหลือ

จะดีกว่าไหม? ถ้าเราสามารถตั้งราคาสินค้าได้สูงกว่าคู่แข่ง แต่ลูกค้ากลับเต็มใจจ่ายด้วยรอยยิ้ม เพราะพวกเขารู้สึกว่าสิ่งที่ได้รับนั้น "คุ้มค่า" เกินราคา

นี่คือหัวใจของ Value-Based Pricing และเครื่องมือที่จะช่วยสร้างสิ่งนี้ได้ดีที่สุดคือ Storytelling วันนี้เราจะพาคุณออกจากวงจรการตัดราคา ไปสู่วงจรแห่งการสร้างคุณค่าครับ

1. Value-Based Pricing คืออะไร? ทำไมต้องแคร์?
การตั้งราคาโดยทั่วไปมักคิดจาก Cost-Plus (ต้นทุน + กำไรที่ต้องการ) แต่ Value-Based Pricing คือการตั้งราคาจาก "มูลค่าที่ลูกค้ารับรู้" (Perceived Value)

ทำไมกาแฟแก้วละ 150 บาท ถึงขายดีกว่ากาแฟแก้วละ 40 บาท?
ทำไมกระเป๋าแบรนด์เนมใบละแสน ถึงมีคนต่อคิวซื้อ?
คำตอบไม่ใช่เพราะต้นทุนการผลิตต่างกันมหาศาล แต่เป็นเพราะ "ความรู้สึก" ที่ลูกค้าได้รับ สินค้าเหล่านั้นมอบความมั่นใจ ภาพลักษณ์ หรือประสบการณ์บางอย่างที่ประเมินค่าไม่ได้ นั่นคือสิ่งที่ลูกค้าจ่ายเงินซื้อครับ

2. Storytelling: สะพานเชื่อมระหว่าง "สินค้า" กับ "มูลค่า"
สินค้าวางอยู่เฉยๆ ไม่มีปากเสียงที่จะบอกว่าตัวเองดียังไง หน้าที่ของคุณคือใช้ Storytelling เพื่อปรุงแต่งมูลค่าให้น่าสนใจ

อย่าขายแค่ส่วนผสม (Feature): เช่น "สบู่ก้อนนี้ผสมสมุนไพร 5 ชนิด"
แต่จงขายผลลัพธ์และการเปลี่ยนแปลง (Benefit & Transformation): เล่าเรื่องว่า "สบู่ก้อนนี้เกิดจากความตั้งใจของคุณยายที่อยากรักษาผิวหลานสาวที่แพ้ง่าย จนกลายมาเป็นสูตรลับที่ช่วยคืนความมั่นใจ ให้คุณกล้าเผยผิวสวยโดยไม่ต้องกังวลเรื่องสารเคมี"
เมื่อมีเรื่องราว (Story) สินค้าจะกลายเป็น "ของมีครู" มีที่มาที่ไป และดูมีมูลค่าสูงขึ้นทันทีในสายตาลูกค้า

3. 3 ขั้นตอนปั้น Story เพื่ออัปราคา (Up-Value)
หา "ตัวร้าย" (Pain Point) ให้เจอ: เริ่มต้นด้วยปัญหาที่ลูกค้ากำลังเผชิญ ยิ่งขยี้ปมได้เจ็บปวดเท่าไหร่ ทางแก้ของคุณจะยิ่งมีค่ามากเท่านั้น
เสนอ "ฮีโร่" (Solution) ที่แตกต่าง: สินค้าของคุณเข้ามาแก้ปัญหานั้นได้อย่างไร? และทำไมต้องเป็นคุณ? (เช่น กรรมวิธีผลิตที่พิถีพิถัน, วัตถุดิบหายาก, หรือความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน)
ภาพฝันแห่งความสำเร็จ (Better Future): เล่าให้เห็นภาพว่าหลังจากใช้สินค้าของคุณแล้ว ชีวิตเขาจะดีขึ้นอย่างไร? เขามีความสุขขึ้น มั่นใจขึ้น หรือสะดวกสบายขึ้นแค่ไหน?

4. "การส่งมอบ" จิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้ายของ Value
คุณสร้าง Story มาอย่างหรูหรา ตั้งราคาสูงแบบ Premium แต่ถ้า...

สินค้าส่งถึงมือลูกค้าในสภาพกล่องบุบ
ส่งช้าจนเลยกำหนดใช้งาน
ของหายระหว่างทาง
มูลค่าที่คุณสร้างมาจะพังทลายลงทันที! การขนส่ง (Logistics) จึงเป็นส่วนสำคัญของ Value-Based Pricing เพราะมันคือประสบการณ์ด่านสุดท้ายที่จะยืนยันว่าสินค้าของคุณ "คุ้มค่า" จริงหรือไม่

การเลือกใช้บริการขนส่งที่มีมาตรฐาน ดูแลสินค้าอย่างดี และส่งมอบตรงเวลา คือการรักษา Story ของแบรนด์ให้สมบูรณ์แบบจนถึงวินาทีที่ลูกค้าแกะกล่อง


สรุป: ขายความคุ้มค่า แล้วคุณจะไม่ต้องลดราคาอีกเลย
เลิกกลัวว่าตั้งราคาแพงแล้วจะขายไม่ได้ ถ้าสินค้าของคุณแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้จริง และคุณเล่าเรื่องราว (Storytelling) ได้ถึงอารมณ์ ลูกค้าพร้อมที่จะจ่ายเพื่อแลกกับความคุ้มค่านั้นเสมอ

และเพื่อให้สินค้าราคา Premium ของคุณ ส่งถึงมือลูกค้าด้วยบริการระดับ Premium... ให้ BS Group เป็นพาร์ทเนอร์ดูแลเรื่องการขนส่งให้คุณนะครับ


บทความที่เกี่ยวข้อง
Green Logistics: เทรนด์ขนส่งรักษ์โลก ช่วยสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ให้ดู "แพง" และ "พรีเมียม" ขึ้นได้อย่างไร?
คุณเคยสังเกตไหมครับ? แบรนด์ระดับโลกอย่าง Apple, Starbucks หรือ IKEA ต่างพากันประกาศตัวเรื่อง "Net Zero" หรือการลดปล่อยก๊าซคาร์บอนกันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ร่วมมือ.jpg Contact Center
9 ม.ค. 2026
เรื่องHyper-Personalization at Scale: วิธีใช้ AI ปรับหน้าเว็บและโปรโมชันแบบ "1 คน 1 ดีไซน์" ให้ตรงใจลูกค้าเรียลไทม์
หมดยุค One Size Fits All! เรียนรู้เทคนิคล่าสุด Hyper-Personalization ที่ใช้ AI เปลี่ยนหน้าเว็บและโปรโมชันให้ตรงใจลูกค้าแบบรายบุคคล (1-on-1) ช่วยเพิ่มยอดขายและสร้างความประทับใจตั้งแต่คลิกแรกจนถึงรับของ
ร่วมมือ.jpg Contact Center
9 ม.ค. 2026
เจาะลึก! ทำไม "พาเลท (Pallet)" คือฮีโร่ของงานขนส่ง? ช่วยลดของพัง & เซฟต้นทุนได้จริงหรือ?
คุณเคยสงสัยไหมว่า ทำไมสินค้าในโกดังใหญ่ๆ หรือรถบรรทุกสินค้า ถึงต้องวางอยู่บนแท่นสี่เหลี่ยมที่เรียกว่า "พาเลท (Pallet)" เสมอ? มันเป็นแค่ที่รองของกันเปื้อน หรือมีความลับอะไรซ่อนอยู่มากกว่านั้น? วันนี้เราจะพาไปไขคำตอบว่า ทำไมเจ้าแท่นวางสินค้านี้ถึงเป็น "ตัวแปรสำคัญ" ที่เปลี่ยนจากงานขนส่งที่ยุ่งยาก ให้กลายเป็นระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และคำถามที่หลายคนอยากรู้... "มันช่วยลดความเสียหายและค่าขนส่งได้จริงหรือ?" ไปดูกันเลย!
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
9 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ