แชร์

Key Performance Indicators (KPIs) ในการวัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์

ร่วมมือ.jpg เหมาคัน
อัพเดทล่าสุด: 29 ส.ค. 2025
939 ผู้เข้าชม

ในโลกของโลจิสติกส์ การทำงานไม่ใช่แค่ ส่งของให้ถึงที่หมาย แต่คือการทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพการบริการ สิ่งที่ช่วยให้ผู้บริหารและนักโลจิสติกส์สามารถมองเห็นความสำเร็จของการดำเนินงานได้ชัดเจนก็คือ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ หรือ Key Performance Indicators (KPIs)

KPIs คือ ตัวเลขหรือเกณฑ์การวัดผล ที่ทำให้เราทราบว่าองค์กรกำลัง ไปได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอน KPIs จึงเป็นเหมือน เข็มทิศ ที่ทำให้ธุรกิจไม่หลงทาง


KPIs สำคัญที่ใช้ในโลจิสติกส์

แม้จะมี KPI มากมาย แต่สำหรับด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน นักศึกษาควรรู้จักตัวหลัก ๆ ดังนี้

1. On-Time Delivery (OTD) ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ
ความหมาย: วัดว่าการส่งสินค้าถึงลูกค้าตรงตามเวลาที่กำหนดไว้กี่เปอร์เซ็นต์
ทำไมสำคัญ: ความตรงเวลาเป็นหัวใจของความพึงพอใจของลูกค้า
ตัวอย่าง: หากบริษัทส่ง 1,000 ออเดอร์/เดือน และมี 950 ออเดอร์ที่ถึงตามกำหนด OTD = 95%

2. Order Accuracy ความถูกต้องของการจัดส่ง
ความหมาย: วัดว่าลูกค้าได้รับสินค้าตามที่สั่งจริงกี่เปอร์เซ็นต์
ความสำคัญ: ลดปัญหาการคืนสินค้าและต้นทุนซ้ำซ้อน
ตัวอย่าง: ลูกค้าสั่งรองเท้าเบอร์ 40 แต่จัดส่งผิดเป็นเบอร์ 42 นับเป็นออเดอร์ผิด

3. Transportation Cost per Unit ต้นทุนขนส่งต่อหน่วย
ความหมาย: วัดค่าใช้จ่ายการขนส่งต่อสินค้าหนึ่งหน่วย
ความสำคัญ: ใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างช่วงเวลา หรือระหว่างเส้นทาง
ตัวอย่าง: ขนส่ง 10,000 ชิ้น ใช้ต้นทุน 100,000 บาท ต้นทุนต่อหน่วย = 10 บาท

4. Inventory Turnover Ratio อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง
ความหมาย: วัดว่าสินค้าคงคลังถูกขายออกไปและเติมใหม่บ่อยแค่ไหน
ความสำคัญ: ชี้ให้เห็นการบริหารสต็อกว่ามีประสิทธิภาพหรือตันทุนจม
ตัวอย่าง: หากบริษัทขายสินค้าได้ 1,000 หน่วยใน 1 เดือน และมีสินค้าคงคลังเฉลี่ย 500 หน่วย Turnover = 2 รอบ/เดือน

5. Perfect Order Rate ออเดอร์ที่สมบูรณ์แบบ
ความหมาย: วัดว่ามีกี่ออเดอร์ที่ถูกต้อง ตรงเวลา และไม่เสียหาย
ความสำคัญ: สะท้อนคุณภาพโดยรวมของการดำเนินงานโลจิสติกส์
ตัวอย่าง: หาก 1,000 ออเดอร์ มีเพียง 880 ออเดอร์ที่ สมบูรณ์ Perfect Order Rate = 88%

ประโยชน์ของการใช้ KPI

การควบคุมคุณภาพ (Quality Control): ทำให้ทราบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในจุดไหนของกระบวนการ เช่น การจัดของผิด หรือการส่งล่าช้า
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement): ตัวเลข KPI ช่วยให้ทีมงานตั้งเป้าพัฒนา เช่น ยกระดับ On-Time Delivery จาก 92% 97%
การสร้างความโปร่งใส (Transparency): ผู้บริหารสามารถติดตามผลการทำงานได้แบบเรียลไทม์
การเพิ่มความพึงพอใจลูกค้า (Customer Satisfaction): เมื่อ KPI ดี ลูกค้าก็จะรู้สึกมั่นใจและมีแนวโน้มใช้บริการซ้ำ

กรณีศึกษา: KPI ช่วยธุรกิจโลจิสติกส์ได้อย่างไร?

บริษัทขนส่งแห่งหนึ่งประสบปัญหาส่งช้าและลูกค้าร้องเรียนจำนวนมาก หลังจากเริ่มวัด KPI เช่น OTD และ Order Accuracy ก็พบว่า ปัญหาหลักคือ

20% ของสินค้าถูกจัดผิด
15% ของการส่งล่าช้าเพราะการวางเส้นทางไม่ดี
เมื่อทราบเช่นนี้ บริษัทจึงแก้ไขโดยใช้ระบบ WMS (Warehouse Management System) และซอฟต์แวร์ Route Optimization ผลลัพธ์คือ KPI ดีขึ้นชัดเจน และลูกค้ากลับมาเชื่อมั่นในบริการอีกครั้ง


บทสรุปสำหรับนักศึกษาโลจิสติกส์

การเรียนรู้เรื่อง KPI ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือ เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ทำให้ธุรกิจรู้จักประเมินตนเอง และหาทางพัฒนาต่อไป หากคุณเป็นนักศึกษาโลจิสติกส์ การเข้าใจ KPI คือการวางรากฐานความคิดแบบมืออาชีพ ที่มองเห็นภาพรวมและเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการจริงในภาคธุรกิจ


บทความที่เกี่ยวข้อง
เจาะลึกระบบ "Just-in-Time (JIT)": เคล็ดลับส่งของทันเวลา ที่ช่วยเสก "สต็อกบวม" ให้เป็นกำไร!
ในยุคที่ "เงินสด" คือพระเจ้า และ "พื้นที่" คือต้นทุน การมองเห็นสินค้ากองพะเนินอยู่ในโกดังอาจไม่ใช่เรื่องน่าอุ่นใจอีกต่อไป แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าเงินทุนของคุณกำลัง "จม" อยู่กับที่! วันนี้เราจะพาไปทำความรู้จักกับระบบ Just-in-Time (JIT) หรือการผลิตแบบทันเวลาพอดี เทคนิคการบริหารระดับโลกที่บริษัทรถยนต์ชั้นนำใช้ แล้วมาดูกันว่า "การขนส่งที่ตรงเวลา" จะช่วยให้ธุรกิจของคุณลดต้นทุนการเก็บสต็อกและเพิ่มกำไรได้อย่างไร?
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
12 ม.ค. 2026
Omnichannel ที่แท้จริง: วิธีเชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าจาก Line, FB, TikTok และหน้าร้าน ให้เซลส์ปิดการขายได้แบบไร้รอยต่อ
ลูกค้าทักไลน์แต่ไปซื้อหน้าร้าน? หยุดปัญหาข้อมูลกระจัดกระจาย! เรียนรู้วิธีทำ Omnichannel เชื่อมโยง Data ทุกช่องทางให้เป็นหนึ่งเดียว ช่วยให้ทีมขายรู้ใจลูกค้า ปิดจอบไว และสร้างยอดขายได้ทะลุเป้า
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
12 ม.ค. 2026
บับเบิ้ล (Air Bubble) vs กระดาษรังผึ้ง: ศึกกันกระแทก! ใครรับแรงดีกว่าและประหยัดกว่า?
เทียบกันชัดๆ! Air Bubble พลาสติกกันกระแทก กับ กระดาษรังผึ้ง (Honeycomb Paper) แบบไหนกันของแตกได้ดีกว่า? แบบไหนช่วยประหยัดต้นทุนค่าแพ็คได้จริง? บทความนี้มีคำตอบสำหรับร้านค้าออนไลน์และโรงงาน
ผึ้ง เด็กฝึกงาน
12 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ