แชร์

Key Performance Indicators (KPIs) ในการวัดประสิทธิภาพโลจิสติกส์

ร่วมมือ.jpg เหมาคัน
อัพเดทล่าสุด: 29 ส.ค. 2025
1227 ผู้เข้าชม

ในโลกของโลจิสติกส์ การทำงานไม่ใช่แค่ ส่งของให้ถึงที่หมาย แต่คือการทำให้ทุกขั้นตอนตั้งแต่ต้นทางจนถึงปลายทาง มีประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านเวลา ต้นทุน และคุณภาพการบริการ สิ่งที่ช่วยให้ผู้บริหารและนักโลจิสติกส์สามารถมองเห็นความสำเร็จของการดำเนินงานได้ชัดเจนก็คือ ตัวชี้วัดประสิทธิภาพ หรือ Key Performance Indicators (KPIs)

KPIs คือ ตัวเลขหรือเกณฑ์การวัดผล ที่ทำให้เราทราบว่าองค์กรกำลัง ไปได้ดีแค่ไหน เมื่อเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ โดยเฉพาะในด้านโลจิสติกส์ที่ซับซ้อนและมีหลายขั้นตอน KPIs จึงเป็นเหมือน เข็มทิศ ที่ทำให้ธุรกิจไม่หลงทาง


KPIs สำคัญที่ใช้ในโลจิสติกส์

แม้จะมี KPI มากมาย แต่สำหรับด้านโลจิสติกส์และซัพพลายเชน นักศึกษาควรรู้จักตัวหลัก ๆ ดังนี้

1. On-Time Delivery (OTD) ความตรงต่อเวลาในการส่งมอบ
ความหมาย: วัดว่าการส่งสินค้าถึงลูกค้าตรงตามเวลาที่กำหนดไว้กี่เปอร์เซ็นต์
ทำไมสำคัญ: ความตรงเวลาเป็นหัวใจของความพึงพอใจของลูกค้า
ตัวอย่าง: หากบริษัทส่ง 1,000 ออเดอร์/เดือน และมี 950 ออเดอร์ที่ถึงตามกำหนด OTD = 95%

2. Order Accuracy ความถูกต้องของการจัดส่ง
ความหมาย: วัดว่าลูกค้าได้รับสินค้าตามที่สั่งจริงกี่เปอร์เซ็นต์
ความสำคัญ: ลดปัญหาการคืนสินค้าและต้นทุนซ้ำซ้อน
ตัวอย่าง: ลูกค้าสั่งรองเท้าเบอร์ 40 แต่จัดส่งผิดเป็นเบอร์ 42 นับเป็นออเดอร์ผิด

3. Transportation Cost per Unit ต้นทุนขนส่งต่อหน่วย
ความหมาย: วัดค่าใช้จ่ายการขนส่งต่อสินค้าหนึ่งหน่วย
ความสำคัญ: ใช้เปรียบเทียบประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างช่วงเวลา หรือระหว่างเส้นทาง
ตัวอย่าง: ขนส่ง 10,000 ชิ้น ใช้ต้นทุน 100,000 บาท ต้นทุนต่อหน่วย = 10 บาท

4. Inventory Turnover Ratio อัตราการหมุนเวียนสินค้าคงคลัง
ความหมาย: วัดว่าสินค้าคงคลังถูกขายออกไปและเติมใหม่บ่อยแค่ไหน
ความสำคัญ: ชี้ให้เห็นการบริหารสต็อกว่ามีประสิทธิภาพหรือตันทุนจม
ตัวอย่าง: หากบริษัทขายสินค้าได้ 1,000 หน่วยใน 1 เดือน และมีสินค้าคงคลังเฉลี่ย 500 หน่วย Turnover = 2 รอบ/เดือน

5. Perfect Order Rate ออเดอร์ที่สมบูรณ์แบบ
ความหมาย: วัดว่ามีกี่ออเดอร์ที่ถูกต้อง ตรงเวลา และไม่เสียหาย
ความสำคัญ: สะท้อนคุณภาพโดยรวมของการดำเนินงานโลจิสติกส์
ตัวอย่าง: หาก 1,000 ออเดอร์ มีเพียง 880 ออเดอร์ที่ สมบูรณ์ Perfect Order Rate = 88%

ประโยชน์ของการใช้ KPI

การควบคุมคุณภาพ (Quality Control): ทำให้ทราบว่ามีปัญหาเกิดขึ้นในจุดไหนของกระบวนการ เช่น การจัดของผิด หรือการส่งล่าช้า
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement): ตัวเลข KPI ช่วยให้ทีมงานตั้งเป้าพัฒนา เช่น ยกระดับ On-Time Delivery จาก 92% 97%
การสร้างความโปร่งใส (Transparency): ผู้บริหารสามารถติดตามผลการทำงานได้แบบเรียลไทม์
การเพิ่มความพึงพอใจลูกค้า (Customer Satisfaction): เมื่อ KPI ดี ลูกค้าก็จะรู้สึกมั่นใจและมีแนวโน้มใช้บริการซ้ำ

กรณีศึกษา: KPI ช่วยธุรกิจโลจิสติกส์ได้อย่างไร?

บริษัทขนส่งแห่งหนึ่งประสบปัญหาส่งช้าและลูกค้าร้องเรียนจำนวนมาก หลังจากเริ่มวัด KPI เช่น OTD และ Order Accuracy ก็พบว่า ปัญหาหลักคือ

20% ของสินค้าถูกจัดผิด
15% ของการส่งล่าช้าเพราะการวางเส้นทางไม่ดี
เมื่อทราบเช่นนี้ บริษัทจึงแก้ไขโดยใช้ระบบ WMS (Warehouse Management System) และซอฟต์แวร์ Route Optimization ผลลัพธ์คือ KPI ดีขึ้นชัดเจน และลูกค้ากลับมาเชื่อมั่นในบริการอีกครั้ง


บทสรุปสำหรับนักศึกษาโลจิสติกส์

การเรียนรู้เรื่อง KPI ไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่คือ เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ ที่ทำให้ธุรกิจรู้จักประเมินตนเอง และหาทางพัฒนาต่อไป หากคุณเป็นนักศึกษาโลจิสติกส์ การเข้าใจ KPI คือการวางรากฐานความคิดแบบมืออาชีพ ที่มองเห็นภาพรวมและเชื่อมโยงกับการบริหารจัดการจริงในภาคธุรกิจ


บทความที่เกี่ยวข้อง
"ตู้ทึบ vs คอก: สินค้าแบบไหนเหมาะกับรถประเภทอะไร?"
จะจ้างรถขนของแต่เลือกไม่ถูก? ระหว่าง "รถตู้ทึบ" กับ "รถคอก" ต่างกันยังไง แบบไหนกันฝน 100% แบบไหนขนได้เยอะกว่า บทความนี้มีคำตอบ พร้อมเทคนิคเลือกให้คุ้มค่าที่สุด
ผึ้ง เด็กฝึกงาน
3 ก.พ. 2026
1 วันของ Driver ยุคใหม่: เบื้องหลังการทำงานที่คนรับพัสดุอาจไม่เคยรู้
เวลาเราสั่งของออนไลน์ สิ่งที่เราทำคือกดสั่ง รอ... แล้วก็เซ็นรับของด้วยรอยยิ้ม แต่คุณเคยสงสัยไหมครับว่า ในช่วงเวลาที่เรา "รอ" นั้น มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
3 ก.พ. 2026
หัวใจโรงงานห้ามหยุดเต้น! ขนส่ง "ตู้ไฟ & ตู้ Control" อย่างไร? ให้รอดพ้นจากแรงกระแทกและความชื้น 100%
ในโรงงานอุตสาหกรรม "ตู้ควบคุมไฟฟ้า (Control Cabinet/MDB)" เปรียบเสมือนสมองและหัวใจที่สั่งการเครื่องจักรทั้งหมด ตู้ใบหนึ่งอาจมีมูลค่าตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักล้านบาท! แต่สิ่งที่น่ากลัวคือ ภายในตู้นั้นเต็มไปด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ "เปราะบาง" อย่าง PLC, Inverter และแผงวงจรซับซ้อน ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจกับ "แรงสั่นสะเทือน" และ "ความชื้น" หากขนส่งผิดวิธี แค่ตู้กระแทกเบาๆ หรือโดนละอองฝนเพียงนิดเดียว อาจทำให้อุปกรณ์ภายในรวน สายไฟหลวม หรือเกิดสนิมที่หน้าสัมผัส ส่งผลให้เมื่อไปถึงหน้างาน... ไฟไม่เข้า เครื่องไม่เดิน โปรเจกต์ล่าช้า และค่าเสียหายบานปลาย! วันนี้ BS Transport จะมาเผยมาตรฐานการขนย้ายตู้ไฟและตู้ Control ฉบับมืออาชีพ ที่ความปลอดภัยต้องมาก่อนเสมอครับ
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
3 ก.พ. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ