ผลกระทบต่อการขนส่งในการปิดพรมแดนในประเทศไทย
อัพเดทล่าสุด: 14 มิ.ย. 2025
719 ผู้เข้าชม

1. ผลกระทบต่อการขนส่งสินค้า
การปิดพรมแดนทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าทางบก โดยเฉพาะที่พึ่งพาด่านชายแดนสำคัญ เช่น ด่านแม่สอด (ไทยเมียนมา) ด่านอรัญประเทศ (ไทยกัมพูชา) หรือด่านสะเดา (ไทยมาเลเซีย) ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้สินค้าที่ต้องส่งออกหรือนำเข้าล่าช้า มีต้นทุนเพิ่มขึ้น และในบางกรณีอาจเสียโอกาสทางการค้าโดยสิ้นเชิง
2. ความล่าช้าในการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อพรมแดนถูกปิด รถบรรทุกไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และอาจผลักภาระเหล่านี้มายังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น
3. กระทบต่อแรงงานและภาคบริการขนส่ง
ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านรายได้ที่ลดลงและแรงงานที่ต้องตกงาน โดยเฉพาะแรงงานขับรถขนส่ง พนักงานคลังสินค้า และผู้ประกอบการรายย่อย
4. การชะลอตัวของห่วงโซ่อุปทาน
การปิดพรมแดนทำให้วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่โรงงานผลิตในไทยล่าช้า ส่งผลต่อการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในบางกลุ่ม และทำให้ห่วงโซ่อุปทานขาดความต่อเนื่อง
5. การปรับตัวของภาคการขนส่ง
แม้จะเผชิญกับความท้าทาย ผู้ประกอบการบางรายได้มีการปรับตัว เช่น การเปลี่ยนมาใช้ช่องทางขนส่งทางอากาศ การใช้คลังสินค้าชั่วคราวใกล้พรมแดน หรือการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาทางออกในระยะสั้น
บทสรุป
การปิดพรมแดนในประเทศไทย แม้จะเป็นมาตรการเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย แต่กลับส่งผลกระทบในหลายมิติ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือในอนาคต เช่น การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางเลือก และการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐในการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
การปิดพรมแดนทำให้เส้นทางการขนส่งสินค้าทางบก โดยเฉพาะที่พึ่งพาด่านชายแดนสำคัญ เช่น ด่านแม่สอด (ไทยเมียนมา) ด่านอรัญประเทศ (ไทยกัมพูชา) หรือด่านสะเดา (ไทยมาเลเซีย) ต้องหยุดชะงักลง ส่งผลให้สินค้าที่ต้องส่งออกหรือนำเข้าล่าช้า มีต้นทุนเพิ่มขึ้น และในบางกรณีอาจเสียโอกาสทางการค้าโดยสิ้นเชิง
2. ความล่าช้าในการขนส่งและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น
เมื่อพรมแดนถูกปิด รถบรรทุกไม่สามารถผ่านได้ตามปกติ ต้องเปลี่ยนเส้นทางหรือใช้บริการขนส่งทางเรือหรือทางอากาศ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า ส่งผลให้ต้นทุนของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น และอาจผลักภาระเหล่านี้มายังผู้บริโภคผ่านราคาสินค้าที่แพงขึ้น
3. กระทบต่อแรงงานและภาคบริการขนส่ง
ธุรกิจขนส่งและโลจิสติกส์ในพื้นที่ชายแดนได้รับผลกระทบโดยตรง ทั้งในด้านรายได้ที่ลดลงและแรงงานที่ต้องตกงาน โดยเฉพาะแรงงานขับรถขนส่ง พนักงานคลังสินค้า และผู้ประกอบการรายย่อย
4. การชะลอตัวของห่วงโซ่อุปทาน
การปิดพรมแดนทำให้วัตถุดิบที่ต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านเข้าสู่โรงงานผลิตในไทยล่าช้า ส่งผลต่อการผลิตสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าในบางกลุ่ม และทำให้ห่วงโซ่อุปทานขาดความต่อเนื่อง
5. การปรับตัวของภาคการขนส่ง
แม้จะเผชิญกับความท้าทาย ผู้ประกอบการบางรายได้มีการปรับตัว เช่น การเปลี่ยนมาใช้ช่องทางขนส่งทางอากาศ การใช้คลังสินค้าชั่วคราวใกล้พรมแดน หรือการร่วมมือกับพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อหาทางออกในระยะสั้น
บทสรุป
การปิดพรมแดนในประเทศไทย แม้จะเป็นมาตรการเพื่อความมั่นคงและความปลอดภัย แต่กลับส่งผลกระทบในหลายมิติ โดยเฉพาะในภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ การเตรียมความพร้อมและวางแผนรับมือในอนาคต เช่น การพัฒนาโครงข่ายการขนส่งทางเลือก และการจัดทำแผนบริหารความเสี่ยง จึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับภาคธุรกิจและภาครัฐในการลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอีกในอนาคต
บทความที่เกี่ยวข้อง
ในยุคที่ใครๆ ก็ผันตัวมาขายของออนไลน์ การมีแค่สินค้าดีอาจยังไม่พอให้ธุรกิจอยู่รอด เพราะคู่แข่งในตลาดนั้นมีมากมายมหาศาล คำถามสำคัญคือ "ทำอย่างไรให้ลูกค้ามองเห็นเรา?"
19 ม.ค. 2026
Marketing 2026: เมื่อ AI บุก! จะถูก "แย่งงาน" หรือได้ "ผู้ช่วย" สร้างยอดขาย? เผยวิธีปรับตัวให้รอด
25 ธ.ค. 2025
ปี 2025 ถือเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของอุตสาหกรรมขนส่งไทย เมื่อเทคโนโลยีดิจิทัลเริ่มหลอมรวมเข้ากับแนวคิดโลจิสติกส์สีเขียว (Green Logistics) ทำให้เกิดกระแส “LogTech” ที่ช่วยให้ธุรกิจขนส่งเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนมากขึ้น
บทความนี้จะพาคุณมองเห็นทั้ง โอกาส และ ความท้าทาย ของการปรับตัวในปี 2025
8 ธ.ค. 2025
BS Rut กองรถ

Contact Center

