แชร์

ความแตกต่างระหว่าง E-Commerce, B2B และ B2C

สีเขียว_สีเหลือง_น่ารัก_ภาพประกอบ_ปิดร้านค้า_Sorry_We_Are_Closed_Instagram_Post_.png BS Rut กองรถ
อัพเดทล่าสุด: 13 มี.ค. 2025
317 ผู้เข้าชม

ความแตกต่างระหว่าง E-Commerce, B2B และ B2C



           ในยุคดิจิทัล ธุรกิจออนไลน์หรือ E-Commerce ได้กลายเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก อย่างไรก็ตาม ภายในโลกของ E-Commerce เองก็มีรูปแบบธุรกิจที่แตกต่างกันไป โดยเฉพาะ B2B (Business-to-Business) และ B2C (Business-to-Consumer) ซึ่งมีลักษณะเฉพาะตัว ในบทความนี้เราจะมาทำความเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง E-Commerce, B2B และ B2C เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนยิ่งขึ้น

1. คำนิยามของ E-Commerce, B2B และ B2C

  • E-Commerce (Electronic Commerce) E-Commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ คือการซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบออนไลน์ โดยรวมถึงการทำธุรกรรมทางการเงินและการจัดส่งสินค้า ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในรูปแบบของ B2B และ B2C
  • B2B (Business-to-Business) B2B เป็นรูปแบบธุรกิจที่การซื้อขายเกิดขึ้นระหว่างธุรกิจกับธุรกิจ เช่น ผู้ผลิตขายสินค้าให้กับผู้ค้าส่ง หรือบริษัทซอฟต์แวร์ขายบริการให้กับองค์กรอื่น
  • B2C (Business-to-Consumer) B2C เป็นรูปแบบธุรกิจที่มุ่งเน้นการขายสินค้าและบริการจากธุรกิจไปยังผู้บริโภคโดยตรง เช่น ร้านค้าออนไลน์ที่ขายเสื้อผ้า อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ หรืออาหาร

หัวข้อ
 B2B  B2C
กลุ่มลูกค้า องค์กรหรือบริษัทอื่นๆ ผู้บริโภคทั่วไป
กระบวนการซื้อขาย ซับซ้อน ใช้เวลาในการเจรจาและตัดสินใจ รวดเร็ว ตัดสินใจซื้อง่าย
ปริมาณสินค้า ซื้อขายเป็นจำนวนมาก มักซื้อเป็นชิ้นหรือปริมาณน้อย
รูปแบบการชำระเงิน มักเป็นเครดิตหรือสัญญาระยะยาว จ่ายเงินสด บัตรเครดิต หรือ e-wallet
ช่องทางการขาย  เว็บไซต์เฉพาะ อีเมล โทรศัพท์ แพลตฟอร์มออนไลน์ เว็บขายปลีก
การตลาด มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระยะยาว เน้นการดึงดูดและสร้างแบรนด์


3. ลักษณะของธุรกิจ E-Commerce ในแต่ละรูปแบบ

  • E-Commerce แบบ B2B: ตัวอย่างเช่น Alibaba, ผู้ผลิตซอฟต์แวร์ที่ขายให้กับบริษัท, ธุรกิจขายส่งสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • E-Commerce แบบ B2C: ตัวอย่างเช่น Shopee, Lazada, Amazon, เว็บไซต์ขายสินค้าตรงให้ผู้บริโภค
4. การเลือกใช้โมเดลธุรกิจที่เหมาะสม
          การเลือกใช้โมเดลธุรกิจ E-Commerce ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของบริษัท หากต้องการขายสินค้าให้กับธุรกิจอื่นที่ซื้อเป็นจำนวนมากและต้องการข้อตกลงระยะยาว B2B จะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่หากเน้นการขายตรงไปยังผู้บริโภคทั่วไปผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ B2C จะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

สรุป
          แม้ว่า B2B และ B2C จะเป็นส่วนหนึ่งของ E-Commerce แต่มีลักษณะการดำเนินงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน B2B มุ่งเน้นการซื้อขายระหว่างองค์กร มีขั้นตอนการตัดสินใจที่ซับซ้อนกว่า และมักเกี่ยวข้องกับธุรกรรมขนาดใหญ่ ส่วน B2C เป็นการขายตรงให้กับผู้บริโภค ซึ่งมีความสะดวกและรวดเร็วกว่า ธุรกิจที่ต้องการเข้าสู่ตลาด E-Commerce ควรพิจารณาว่ากลุ่มลูกค้าเป้าหมายของตนคือใคร และเลือกโมเดลธุรกิจที่เหมาะสมที่สุด

บทความที่เกี่ยวข้อง
ด่านสุดท้ายสู่ใจลูกค้า: ทำไม Last-Mile Delivery คือหัวใจของ E-commerce ยุคใหม่
เคยสังเกตไหมว่า พัสดุชิ้นหนึ่งอาจเดินทางหลายร้อยกิโลเมตรจากคลังสินค้าข้ามจังหวัดมาถึงศูนย์กระจายสินค้าในพื้นที่ของคุณได้อย่างรวดเร็ว แต่ "กิโลเมตรสุดท้าย" จากศูนย์กระจายสินค้าไปสู่หน้าประตูบ้านของคุณ กลับเป็นช่วงที่ท้าทาย, ซับซ้อน, และมีต้นทุนสูงที่สุด ช่วงเวลาสำคัญนี้คือสิ่งที่วงการโลจิสติกส์เรียกว่า "Last-Mile Delivery"
ปาล์ม นักศึกษาฝึกงาน
30 ส.ค. 2025
ฝ่าด่าน Fulfillment: 5 ปัญหาสุดคลาสสิกและ 'จุดแข็ง' ที่จะช่วยให้คุณผ่านไปได้
ธุรกิจ Fulfillment หรือบริการคลังสินค้าออนไลน์ครบวงจร คือสมรภูมิที่เต็มไปด้วยโอกาส แต่ก็แฝงไว้ด้วยความท้าทายมากมาย ผู้ประกอบการหลายรายกระโดดเข้ามาด้วยความหวัง แต่กลับต้องเผชิญกับปัญหาที่มองไม่เห็นซึ่งคอยกัดกินกำไรและทำลายความน่าเชื่อถือ
ซาล(นักศึกษาฝึกงาน)
28 ส.ค. 2025
พลังของ 'Hub': 4 บริการพิเศษที่คุณจะได้รับเมื่อ Drop-off Shopee ที่หน้าคลังสินค้าโดยตรง
สำหรับร้านค้าออนไลน์ที่มียอดขายเติบโตและมีปริมาณการส่งพัสดุจำนวนมากในแต่ละวัน
ฟ่าง (นักศึกษาฝึกงาน)
28 ส.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ