6 ประเภทลูกค้าประจำที่สำคัญกับธุรกิจพร้อมไอเดียการตลาด
อัพเดทล่าสุด: 13 ก.ย. 2024
880 ผู้เข้าชม

6 ประเภทลูกค้าประจำที่สำคัญกับธุรกิจพร้อมไอเดียการตลาด
1. Emotional Loyalty
- ลูกค้าประจำประเภทนี้คือ ลูกค้าที่ไม่ได้เพียงแค่ชื่นชอบแบรนด์เพราะประโยชน์ของสินค้าแต่ยังชื่นชอบแบรนด์เพราะมีความผูกพัน มีความรู้สึกดี ๆ และมีความเชื่อมั่นต่อแบรนด์ ส่งผลให้ลูกค้ากลับมาซื้อหรือใช้บริการจากแบรนด์ซ้ำ ๆซึ่งแม้ว่าจะมีแบรนด์อื่น ที่สินค้าหรือบริการมีความใกล้เคียงกับแบรนด์ของเรา แต่ลูกค้ากลุ่มนี้ก็ยังคงเลือกสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ของเราเหมือนเดิมอยู่ดีโดยส่วนใหญ่แล้ว ธุรกิจที่มักจะมีลูกค้าประจำประเภทนี้คือ ธุรกิจขายตรง ธุรกิจอาหารเสริมเพราะธุรกิจประเภทนี้ มักจะต้องมีการติดต่อกับลูกค้าเป็นการส่วนตัว ทำให้พนักงานของแบรนด์ หรือเซลส์สามารถให้บริการและใส่ใจต่อลูกค้าได้เป็นรายคน จึงมักจะทำให้ลูกค้าเกิดความไว้ใจ และสนิทสนมกับแบรนด์ได้ง่าย ดังนั้น หากแบรนด์ของเราอยากมีลูกค้าประจำประเภทนี้ วิธีการที่สำคัญคือ เน้นการสร้างความสนิทสนม ให้ลูกค้าผูกพันกับแบรนด์ของเรานั่นเอง
2. Advocacy Loyalty
- ลูกค้าประจำประเภทนี้คือ ลูกค้าที่ได้ลองใช้งานสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ และพบว่าสามารถตอบสนองความต้องการได้จริง ๆ จึงพร้อมที่จะเป็นลูกค้าประจำ และบอกต่อสิ่งดี ๆ ของแบรนด์ ซึ่งเป็นการสร้างการรับรู้ (Brand Awareness) ให้คนรอบ ๆ ตัวได้รู้จักกับแบรนด์ของเรา ซึ่งลูกค้าประจำประเภทนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับทุก ๆ แบรนด์โดยวิธีปรับกลยุทธ์ให้มีลูกค้าประจำประเภทนี้ได้ง่าย ๆ คือ การจูงใจให้ลูกค้าบอกต่อ ด้วยการจัดโปรโมชันเชิญเพื่อน (Referral Program)
ยกตัวอย่างเช่น
- การแจกส่วนลดให้กับลูกค้าเดิม เมื่อสามารถดึงลูกค้าใหม่ให้เข้ามาใช้งาน
- การแจกรางวัล แบบแพลตฟอร์ม TikTok ที่ยิ่งเราเชิญผู้ใช้งานรายใหม่เข้ามาใช้งานได้มาก ก็ยิ่งได้รับเงินรางวัลที่มากขึ้น
3. Transactional Loyalty
- ลูกค้าประจำประเภทนี้คือ ลูกค้าประจำที่กลับมาซื้อซ้ำ ๆ และซื้อในมูลค่าที่สูง ทำให้เป็นลูกค้าที่มียอดคำสั่งซื้อสูงกว่าลูกค้าทั่ว ๆ ไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว วิธีการที่จะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อ คือ การจัดโปรโมชัน มอบส่วนลดแต่การที่แบรนด์ของเราจะมีลูกค้าประเภทด้านยอดค่าใช้จ่าย หรือรักษาลูกค้าประเภทนี้ได้ คือ การมอบส่วนลดพิเศษเฉพาะบุคคล ซึ่งนอกจากจะทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อซ้ำ ๆ แล้ว ยังทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความพิเศษ หรือการเป็นลูกค้าคนสำคัญกว่าลูกค้าทั่ว ๆ ไป
ยกตัวอย่างเช่น
- แพลตฟอร์มจองโรงแรมอย่าง Trip เมื่อลูกค้ามีการจองโรงแรมมากขึ้น ลูกค้าก็จะได้รับการเลื่อนระดับ และในแต่ละระดับก็จะมีสิทธิพิเศษแตกต่างกันออกไป ซึ่งยิ่งระดับสูง ก็ยิ่งได้รับสิทธิพิเศษมากขึ้นอีกด้วย
4. Social Loyalty
- ลูกค้าประจำประเภทนี้คือ ลูกค้าประจำด้านการแชร์เนื้อหา
หมายถึง ลูกค้าประจำที่มักจะรีวิว แบ่งปัน หรือแชร์ประสบการณ์ที่เกี่ยวกับแบรนด์ บนช่องทางต่าง ๆ เช่น บนเว็บไซต์ บนโซเชียลมีเดีย ซึ่งแบรนด์สามารถกระตุ้นให้เกิดลูกค้าประเภทนี้ได้ เช่น
- การมอบส่วนลด หรือโปรโมชันเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้กับลูกค้าที่รีวิวสินค้าของแบรนด์บนโซเชียลมีเดีย
- การสร้าง Community หรือกรุ๊ปบน Facebook เพื่อเป็นพื้นที่ที่กระตุ้นให้ลูกค้าเข้ามาแชร์ประสบการณ์ร่วมกัน และสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
5. Engagement Loyalty
- ลูกค้าประเภทนี้คือ ลูกค้าที่มักเข้ามามีส่วนร่วม หรือมีประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์เป็นประจำซึ่งแบรนด์สามารถสร้างลูกค้าประจำประเภทนี้ได้ ด้วยการใช้กลยุทธ์ Gamification หรือการสร้างเกมต่าง ๆ ขึ้นมา โดยมีผลตอบแทนเป็นรางวัล
ตัวอย่างแพลตฟอร์มที่ใช้กลยุทธ์นี้ เช่น
- Shopee และ Lazada ที่มีเกมปลูกผัก, ยิงลูกบอล และเกมอื่น ๆ เมื่อเราเล่นจนถึงด่านเป้าหมาย เราก็จะได้รับโคดส่วนลดในการซื้อสินค้าเป็นรางวัลตอบแทน
ซึ่งการที่มีเกมให้เล่นแบบนี้ จะทำให้ลูกค้าไม่ได้คิดถึงแพลตฟอร์มเหล่านี้ เวลาจะช็อปปิง ซื้อสินค้าเท่านั้น
แต่จะยังคิดถึงฟีเชอร์เกมที่อยู่ภายใน ทำให้เข้ามาใช้งานแพลตฟอร์มเหล่านี้มากขึ้น จนกลายเป็นลูกค้าประจำ
และถ้าหากฟีเชอร์ Gamification ประสบความสำเร็จ
นอกจากจะทำให้เกิดลูกค้าประจำเพิ่มขึ้นแล้ว อาจทำให้เกิดชุมชนของกลุ่มลูกค้าที่ชื่นชอบในการเล่นเกมของแบรนด์ได้อีกด้วย
6. Behavioral Loyalty
- พฤติกรรมของลูกค้าประจำแบบนี้คือ การกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการจากแบรนด์ของเราบ่อย ๆ
แต่สาเหตุพื้นฐานของพฤติกรรมกลุ่มลูกค้าประจำที่ยังเลือกใช้แบรนด์ของเรา สามารถแบ่งย่อยได้ 3 รูปแบบ ได้แก่
- มีมุมมองในเชิงบวกต่อแบรนด์
เนื่องจากสินค้าหรือบริการจากแบรนด์ของเรา สามารถตอบสนองความต้องการและสร้างความประทับใจกับลูกค้ากลุ่มนี้ได้ จึงทำให้กลายเป็นลูกค้าประจำของแบรนด์เรา
- เฉย ๆ ต่อแบรนด์เรา แต่ไม่อยากวุ่นวายในการเปลี่ยนแบรนด์
ลูกค้ากลุ่มนี้จะมองว่าสินค้าของแบรนด์อื่น ก็ไม่ได้แตกต่างจากแบรนด์เรา ทำให้ไม่มีความต้องการที่จะเปลี่ยนแบรนด์
เพราะเมื่อเปลี่ยนแบรนด์ก็จะเกิดความยุ่งยาก ลูกค้ากลุ่มนี้จึงกลายเป็นลูกค้าประจำไปโดยปริยาย
- เป็นลูกค้าประจำอยู่แล้ว
เนื่องจากหากเปลี่ยนแบรนด์ อาจทำให้เสียผลประโยชน์ เช่น เสียสิทธิพิเศษสำหรับลูกค้าประจำ หรือเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม จึงเลือกใช้แบรนด์ของเราต่อไป
BY : AUEY
ที่มา : chat gpt
บทความที่เกี่ยวข้อง
หลายคนเมื่อได้ยินคำว่า "โลจิสติกส์" (Logistics) มักจะนึกถึงแค่ภาพรถบรรทุกวิ่งส่งของ หรือการส่งพัสดุตามบ้าน แต่ความจริงแล้ว นั่นเป็นเพียง "ยอดภูเขาน้ำแข็ง" เท่านั้น!
19 ม.ค. 2026
สินค้าเหมือนกัน แต่ทำไมบางแบรนด์ถึงขายดีกว่า? เคล็ดลับอยู่ที่ "Storytelling" เรียนรู้วิธีเปลี่ยนข้อมูลสินค้าที่น่าเบื่อ ให้เป็นเรื่องเล่าที่จับใจลูกค้า สร้างความผูกพัน และเปลี่ยนขาจรให้เป็นแฟนพันธุ์แท้
15 ม.ค. 2026
งบน้อยจ้างใครดี? เปรียบเทียบชัดๆ ระหว่าง Macro Influencer (คนติดตามเยอะ) กับ Nano Influencer (คนติดตามน้อยแต่เหนียวแน่น) แบบไหนช่วยปั่นยอดขายได้จริง ไม่จกตา
14 ม.ค. 2026


Contact Center
