แชร์

การจัดการโลจิสติกส์ในตลาดโลก

อัพเดทล่าสุด: 6 ก.ย. 2024
1144 ผู้เข้าชม

1. การขนส่ง (Transportation)

-การเลือกวิธีการขนส่ง การเลือกวิธีการขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญ เช่น ทางบก ทางน้ำ ทางอากาศ หรือทางรถไฟ แต่ละวิธีมีข้อดีข้อเสียแตกต่างกัน เช่น การขนส่งทางน้ำมักจะใช้เวลานานแต่ราคาถูก ในขณะที่การขนส่งทางอากาศจะเร็วแต่มีค่าใช้จ่ายสูง
- การบริหารเครือข่ายการขนส่ง การเชื่อมต่อระหว่างจุดต้นทางและจุดหมายปลายทางจำเป็นต้องมีการวางแผนที่ดี เพื่อให้สินค้าถึงจุดหมายในเวลาที่กำหนดและต้นทุนต่ำที่สุด


2. การจัดการสินค้าคงคลัง (Inventory Management)

- การจัดการปริมาณสินค้าที่ต้องมีในคลังเพื่อไม่ให้สินค้าขาดแคลน แต่ก็ไม่ควรเก็บมากจนเกินไปซึ่งจะทำให้เกิดต้นทุน
- การใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติช่วยในการติดตามและวางแผนจัดการสินค้าคงคลังเป็นสิ่งสำคัญ เช่น การใช้ระบบ ERP (Enterprise Resource Planning) หรือ WMS (Warehouse Management System)


3. การปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย (Compliance)

-การค้าขายในตลาดโลกจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายและระเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของแต่ละประเทศ รวมถึงภาษีศุลกากร มาตรการทางการค้า และการตรวจสอบคุณภาพของสินค้า
- กฎหมายการค้าเสรีในบางภูมิภาคสามารถลดข้อจำกัดทางการค้าและลดค่าใช้จ่ายในการนำเข้าและส่งออกสินค้า

4. การบริหารจัดการความเสี่ยง (Risk Management)

- การขนส่งสินค้าระหว่างประเทศมีความเสี่ยงสูง ไม่ว่าจะเป็นความเสี่ยงด้านกฎหมาย การเมือง ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน หรือภัยธรรมชาติ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีแผนการบริหารจัดการความเสี่ยง เช่น การทำประกันภัยสำหรับสินค้า หรือการเลือกเส้นทางการขนส่งที่ปลอดภัยที่สุด


5. การใช้เทคโนโลยีและข้อมูล (Technology and Data)

- การใช้ระบบข้อมูลและเทคโนโลยี เช่น การติดตาม GPS ระบบอัตโนมัติในคลังสินค้า และการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อคาดการณ์แนวโน้มในตลาด สามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยงในการดำเนินการ
- Blockchain ยังถูกนำมาใช้ในการติดตามข้อมูลการขนส่งสินค้า ทำให้มั่นใจได้ว่าสินค้าได้ผ่านการตรวจสอบและการขนส่งอย่างถูกต้อง


6. การบริหารความสัมพันธ์กับพันธมิตร (Partner Relationship Management)

- ในการดำเนินธุรกิจโลจิสติกส์ระหว่างประเทศ ความร่วมมือกับพันธมิตร เช่น สายการขนส่ง บริษัทโลจิสติกส์ และตัวแทนศุลกากรเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การขนส่งสินค้าราบรื่น

 

7. การจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลก (Global Supply Chain Management)

- การจัดการห่วงโซ่อุปทานระดับโลกเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทุกส่วนของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่ผู้ผลิตจนถึงผู้บริโภค ซึ่งในตลาดโลก การจัดการห่วงโซ่อุปทานต้องพิจารณาปัจจัยข้ามชาติ เช่น ความพร้อมของวัตถุดิบ ข้อจำกัดด้านการผลิต การขนส่งระหว่างประเทศ และการปฏิบัติตามกฎระเบียบของแต่ละประเทศ
- Just-in-time (JIT) และ Lean logistics เป็นแนวทางที่ช่วยลดต้นทุนสินค้าคงคลังโดยมุ่งเน้นการลดของเสียและส่งสินค้าตรงตามความต้องการ


8. การปรับตัวตามแนวโน้มและนโยบายระดับโลก

- โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายใหม่ ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งมีผลกระทบต่อการขนส่งทางทะเลหรือทางอากาศ รวมถึง นโยบายการค้าระหว่างประเทศ ที่เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพการเมืองระหว่างประเทศ เช่น สงครามการค้า การคว่ำบาตร การเจรจาการค้าเสรี เป็นต้น
- บริษัทโลจิสติกส์จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับนโยบายระดับโลกเหล่านี้เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในระยะยาว


9. การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainability)

- บริษัทโลจิสติกส์ทั่วโลกเริ่มมุ่งเน้นในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้พลังงานทางเลือก (เช่น พลังงานไฟฟ้า พลังงานแสงอาทิตย์) ในการขนส่งสินค้า หรือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากการขนส่งระยะยาว
- แนวคิด Green Logistics เกิดขึ้นเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยส่งเสริมภาพลักษณ์ขององค์กรที่รับผิดชอบต่อสังคม


สรุป


การจัดการโลจิสติกส์ในตลาดโลกเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องการการวางแผนที่ดี ทั้งในด้านการขนส่ง การจัดเก็บสินค้าคงคลัง และการปฏิบัติตามข้อกำหนดทางกฎหมาย นอกจากนี้การใช้เทคโนโลยีและการวิเคราะห์ข้อมูลยังเป็นปัจจัยที่สำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพและลดความเสี่ยง

 



BY : LEO

ที่มา : CHAT GPT


บทความที่เกี่ยวข้อง
"ลูกค้าเก่าคือขุมทรัพย์: 5 กลยุทธ์เปลี่ยน 'ขาจร' ให้เป็น 'Brand Lover' ตลอดกาล"
รู้หรือไม่? การหาลูกค้าใหม่มีต้นทุนสูงกว่ารักษาลูกค้าเก่าถึง 5 เท่า! พบกับ 5 กลยุทธ์เด็ดที่จะเปลี่ยนลูกค้าขาจรให้กลายเป็น Brand Lover ที่รักและภักดีต่อแบรนด์ของคุณ พร้อมเทคนิคการบริการที่มัดใจ
ร่วมมือ.jpg Contact Center
7 ม.ค. 2026
ค่าส่งแพง ของพัง! จบปัญหาด้วย Seller Own Fleet : ทำไมร้านขายของชิ้นใหญ่ใน Shopee/Lazada ถึงควรเลือกส่งของเองกับ BS Express
ขายดีแทบตาย แต่ตกม้าตายตอน "ส่ง" สำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ที่ขายของบน Shopee หรือ Lazada คงคุ้นเคยกับระบบขนส่งมาตรฐาน (Standard Delivery) กันดีอยู่แล้ว แต่ถ้าสินค้าที่คุณขายคือ เฟอร์นิเจอร์, เครื่องใช้ไฟฟ้า, หรืออุปกรณ์ออกกำลังกาย คุณน่าจะเคยเจอปัญหาชวนปวดหัวเหล่านี้: 1.ค่าส่งแพงหูฉี่: ระบบคำนวณค่าส่งตามน้ำหนักจริง ซึ่งบางทีแพงกว่ากำไรที่ได้ 2.ของพังยับเยิน: ขนส่งทั่วไปอาจไม่เชี่ยวชาญการยกของหนัก โยนของจนเสียหาย ลูกค้าขอคืนเงิน 3.ข้อจำกัดเยอะ: ขนาดเกินนิดเดียว ขนส่งไม่รับ ต้องยกของกลับเก้อ ทางออกของปัญหานี้คือฟีเจอร์ลับที่ร้านค้าตัวท็อปเขาใช้กัน นั่นคือ "Seller Own Fleet" (ผู้ขายทำการจัดส่งให้เอง) วันนี้ BS Express จะพาคุณมาทำความรู้จักฟีเจอร์นี้ และเผยเหตุผลว่าทำไมการเลือกส่งเองกับเรา ถึงช่วยให้คุณ "กำไรเหลือเยอะกว่าเดิม"!
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
7 ม.ค. 2026
รู้จัก "รถเฮี๊ยบ" (Hiab Truck) ตัวช่วยยกของหนักที่ไซต์งาน
รู้จัก "รถเฮี๊ยบ" (Hiab Truck): ฮีโร่จอมพลัง! ตัวช่วยยกย้ายสินค้าหนัก ที่ไซต์งานขาดไม่ได้
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
7 ม.ค. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ