ลดต้นทุนค่าส่งด้วยเทคนิค "เลือกขนาดกล่อง" ให้พอดีเป๊ะ: เลิกจ่ายค่าอากาศฟรี!
อัพเดทล่าสุด: 6 มี.ค. 2026
440 ผู้เข้าชม

ลดต้นทุนค่าส่งด้วยเทคนิค "เลือกขนาดกล่อง" ให้พอดีเป๊ะ: เลิกจ่ายค่าอากาศฟรี!
คุณเคยส่งสินค้าชิ้นเล็กนิดเดียว แต่ต้องจับยัดลงกล่องใบใหญ่เบ้อเริ่ม แล้วอัดกระดาษหนังสือพิมพ์หรือบับเบิ้ลเข้าไปจนเต็มเพื่อไม่ให้ของกลิ้งไปมาไหมคะ?
ถ้าคำตอบคือ "เคย" ... รู้หรือไม่ว่าคุณกำลังสูญเสียกำไรไปกับ "ค่าอากาศ" และ "ค่าวัสดุกันกระแทก" แบบฟรีๆ!
ในวงการขนส่ง ต้นทุนไม่ได้ถูกคิดจาก "น้ำหนักจริง (Actual Weight)" บนตาชั่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการคิดจาก "ขนาดพื้นที่ที่กล่องของคุณกินที่ในรถขนส่ง" ด้วย ซึ่งนี่แหละครับคือจุดที่ทำให้หลายธุรกิจขาดทุนค่าส่งแบบไม่รู้ตัว วันนี้ BS Express จะพามาอุดรอยรั่วนี้กันค่ะ
ทำความรู้จัก "น้ำหนักปริมาตร" (Volumetric Weight)
บริษัทขนส่งส่วนใหญ่จะมีกฎการคำนวณที่เรียกว่า Volumetric Weight หรือ "น้ำหนักตามปริมาตร" โดยใช้สูตร: กว้าง x ยาว x สูง (เซนติเมตร) / 5,000 (หรือตัวหารตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท)
ตัวอย่างเช่น: คุณส่งหมอนใบเล็ก น้ำหนักจริงแค่ 0.5 กิโลกรัม แต่ใส่กล่องขนาด 40 x 40 x 40 ซม. เมื่อเข้าสูตรคำนวณ (40x40x40)/5,000 = 12.8 กิโลกรัม! ผลลัพธ์คือ ขนส่งจะปัดเศษและคิดค่าส่งคุณในเรท 13 กิโลกรัม ทันที! (เพราะกล่องของคุณกินพื้นที่จัดเก็บในรถเทียบเท่าของหนัก 13 โลนั่นเอง)
4 เทคนิคจัดไซส์กล่อง เลิกจ่ายค่าอากาศฟรี
1. จับคู่สินค้ากับ "ไซส์กล่องมาตรฐาน" ของร้าน ลองลิสต์ดูว่าสินค้าที่คุณขายบ่อยที่สุดมีขนาดเท่าไหร่ แล้วสต็อกกล่องไซส์มาตรฐาน (เช่น กล่องไซส์ 0, A, B, C) ให้ครอบคลุม ไม่จำเป็นต้องซื้อกล่องทุกไซส์บนโลก แต่ควรมีไซส์ที่ "พอดี" กับสินค้าหลักของคุณเสมอ
2. กฎ "เผื่อที่ว่าง 1-2 นิ้ว" ขนาดกล่องที่เหมาะสมที่สุด คือกล่องที่เมื่อใส่สินค้าลงไปแล้ว เหลือพื้นที่ว่างรอบด้านประมาณ 1-2 นิ้วเท่านั้น พื้นที่ตรงนี้เอาไว้สำหรับใส่บับเบิ้ลกันกระแทกนิดหน่อย พอให้สินค้าไม่ขยับ วิธีนี้ช่วยประหยัดทั้งค่ากล่อง ค่าส่ง และค่าบับเบิ้ล!
3. วิชา "กรีด-พับ-ตัด" ย่อส่วนกล่อง ในกรณีที่ของมีรูปร่างแบนแต่ยาว แล้วคุณไม่มีกล่องไซส์พอดี อย่าปล่อยให้ด้านบนกล่องโล่งจนต้องยัดบับเบิ้ล ให้ใช้คัตเตอร์กรีดมุมกล่องทั้ง 4 ด้านลงมาให้ลึกเท่ากับความสูงของสินค้า แล้วพับฝากล่องลงมาปิดทับให้แนบสนิท วิธีนี้ช่วยลดความสูงและลด Volumetric Weight ลงได้อย่างมหาศาล
4. เปลี่ยนจาก "กล่อง" เป็น "ถุงไปรษณีย์พลาสติก" สำหรับสินค้าที่ไม่แตกหักและเสียทรงยาก (เช่น เสื้อผ้า, ผ้าเช็ดตัว, ตุ๊กตา) การใช้ถุงพลาสติกไปรษณีย์ (Poly Mailer) แทนกล่องกระดาษ คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะถุงจะรัดแนบไปกับตัวสินค้า ไม่มีอากาศเหลืออยู่ด้านใน แถมน้ำหนักเบาหวิว ช่วยหั่นค่าส่งได้แบบครึ่งต่อครึ่ง
สรุป: คุมต้นทุนได้กำไรก็เพิ่ม
การใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ อย่างการเลือกขนาดกล่อง สามารถช่วยคุณเซฟต้นทุนได้หลักหมื่นหลักแสนบาทต่อปีเมื่อคำนวณจากยอดออเดอร์รวม
และหากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ขนส่งที่คิดราคาอย่างตรงไปตรงมา BS Express พร้อมให้คำปรึกษาครับ เรามีระบบการประเมินราคาขนส่งที่โปร่งใส ไม่หมกเม็ด ช่วยให้ธุรกิจของคุณคำนวณต้นทุนได้แม่นยำ และเติบโตได้อย่างมั่นคงค่ะ!
คุณเคยส่งสินค้าชิ้นเล็กนิดเดียว แต่ต้องจับยัดลงกล่องใบใหญ่เบ้อเริ่ม แล้วอัดกระดาษหนังสือพิมพ์หรือบับเบิ้ลเข้าไปจนเต็มเพื่อไม่ให้ของกลิ้งไปมาไหมคะ?
ถ้าคำตอบคือ "เคย" ... รู้หรือไม่ว่าคุณกำลังสูญเสียกำไรไปกับ "ค่าอากาศ" และ "ค่าวัสดุกันกระแทก" แบบฟรีๆ!
ในวงการขนส่ง ต้นทุนไม่ได้ถูกคิดจาก "น้ำหนักจริง (Actual Weight)" บนตาชั่งเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีการคิดจาก "ขนาดพื้นที่ที่กล่องของคุณกินที่ในรถขนส่ง" ด้วย ซึ่งนี่แหละครับคือจุดที่ทำให้หลายธุรกิจขาดทุนค่าส่งแบบไม่รู้ตัว วันนี้ BS Express จะพามาอุดรอยรั่วนี้กันค่ะ
ทำความรู้จัก "น้ำหนักปริมาตร" (Volumetric Weight)
บริษัทขนส่งส่วนใหญ่จะมีกฎการคำนวณที่เรียกว่า Volumetric Weight หรือ "น้ำหนักตามปริมาตร" โดยใช้สูตร: กว้าง x ยาว x สูง (เซนติเมตร) / 5,000 (หรือตัวหารตามเงื่อนไขของแต่ละบริษัท)
ตัวอย่างเช่น: คุณส่งหมอนใบเล็ก น้ำหนักจริงแค่ 0.5 กิโลกรัม แต่ใส่กล่องขนาด 40 x 40 x 40 ซม. เมื่อเข้าสูตรคำนวณ (40x40x40)/5,000 = 12.8 กิโลกรัม! ผลลัพธ์คือ ขนส่งจะปัดเศษและคิดค่าส่งคุณในเรท 13 กิโลกรัม ทันที! (เพราะกล่องของคุณกินพื้นที่จัดเก็บในรถเทียบเท่าของหนัก 13 โลนั่นเอง)
4 เทคนิคจัดไซส์กล่อง เลิกจ่ายค่าอากาศฟรี
1. จับคู่สินค้ากับ "ไซส์กล่องมาตรฐาน" ของร้าน ลองลิสต์ดูว่าสินค้าที่คุณขายบ่อยที่สุดมีขนาดเท่าไหร่ แล้วสต็อกกล่องไซส์มาตรฐาน (เช่น กล่องไซส์ 0, A, B, C) ให้ครอบคลุม ไม่จำเป็นต้องซื้อกล่องทุกไซส์บนโลก แต่ควรมีไซส์ที่ "พอดี" กับสินค้าหลักของคุณเสมอ
2. กฎ "เผื่อที่ว่าง 1-2 นิ้ว" ขนาดกล่องที่เหมาะสมที่สุด คือกล่องที่เมื่อใส่สินค้าลงไปแล้ว เหลือพื้นที่ว่างรอบด้านประมาณ 1-2 นิ้วเท่านั้น พื้นที่ตรงนี้เอาไว้สำหรับใส่บับเบิ้ลกันกระแทกนิดหน่อย พอให้สินค้าไม่ขยับ วิธีนี้ช่วยประหยัดทั้งค่ากล่อง ค่าส่ง และค่าบับเบิ้ล!
3. วิชา "กรีด-พับ-ตัด" ย่อส่วนกล่อง ในกรณีที่ของมีรูปร่างแบนแต่ยาว แล้วคุณไม่มีกล่องไซส์พอดี อย่าปล่อยให้ด้านบนกล่องโล่งจนต้องยัดบับเบิ้ล ให้ใช้คัตเตอร์กรีดมุมกล่องทั้ง 4 ด้านลงมาให้ลึกเท่ากับความสูงของสินค้า แล้วพับฝากล่องลงมาปิดทับให้แนบสนิท วิธีนี้ช่วยลดความสูงและลด Volumetric Weight ลงได้อย่างมหาศาล
4. เปลี่ยนจาก "กล่อง" เป็น "ถุงไปรษณีย์พลาสติก" สำหรับสินค้าที่ไม่แตกหักและเสียทรงยาก (เช่น เสื้อผ้า, ผ้าเช็ดตัว, ตุ๊กตา) การใช้ถุงพลาสติกไปรษณีย์ (Poly Mailer) แทนกล่องกระดาษ คือทางออกที่ดีที่สุด เพราะถุงจะรัดแนบไปกับตัวสินค้า ไม่มีอากาศเหลืออยู่ด้านใน แถมน้ำหนักเบาหวิว ช่วยหั่นค่าส่งได้แบบครึ่งต่อครึ่ง
สรุป: คุมต้นทุนได้กำไรก็เพิ่ม
การใส่ใจรายละเอียดเล็กๆ อย่างการเลือกขนาดกล่อง สามารถช่วยคุณเซฟต้นทุนได้หลักหมื่นหลักแสนบาทต่อปีเมื่อคำนวณจากยอดออเดอร์รวม
และหากคุณกำลังมองหาพาร์ทเนอร์ขนส่งที่คิดราคาอย่างตรงไปตรงมา BS Express พร้อมให้คำปรึกษาครับ เรามีระบบการประเมินราคาขนส่งที่โปร่งใส ไม่หมกเม็ด ช่วยให้ธุรกิจของคุณคำนวณต้นทุนได้แม่นยำ และเติบโตได้อย่างมั่นคงค่ะ!
บทความที่เกี่ยวข้อง
“ซัพพลายเชนหมุนเวียน” ได้เข้ามาเปลี่ยนเกม เป้าหมายไม่ใช่แค่ส่งสินค้าให้ถึงมือผู้บริโภค แต่คือการทำให้ทุกวัตถุดิบและทรัพยากรถูก “หมุนเวียนกลับมาใช้ซ้ำ” ให้ได้มากที่สุด
26 ส.ค. 2025
ในโลกที่ผู้บริโภคถูกรายล้อมด้วยข้อมูลมหาศาล การสร้าง Storytelling ที่น่าจดจำและเข้าถึงใจจึงเป็นหัวใจสำคัญของแบรนด์ยุคใหม่ จากเดิมที่เราคุ้นเคยกับการเล่าเรื่องผ่านสื่อดั้งเดิมอย่างโฆษณาทางโทรทัศน์หรือสื่อสิ่งพิมพ์ วันนี้เทคโนโลยีอย่าง Augmented Reality (AR) และ Virtual Reality (VR) ได้ก้าวเข้ามาเป็นเครื่องมือทรงพลังที่จะเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่องไปอย่างสิ้นเชิง พวกมันไม่ได้แค่เพิ่มลูกเล่น แต่กำลังสร้างมิติใหม่ที่ให้ผู้บริโภคสามารถก้าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวได้อย่างสมจริง
19 ก.ย. 2025
ในยุคที่สินค้ามีความคล้ายคลึงกันและราคาเข้าถึงได้ง่าย การแข่งขันในตลาดไม่ได้วัดกันแค่ที่ตัวผลิตภัณฑ์อีกต่อไปแล้ว แต่มาตรวัดใหม่คือ "ประสบการณ์" ที่ลูกค้าได้รับ ธุรกิจบริการ (Service Business) จึงก้าวขึ้นมามีบทบาทสำคัญอย่างยิ่ง เพราะหัวใจของการบริการคือการส่งมอบสิ่งที่ "จับต้องไม่ได้" แต่ทรงพลังที่สุด นั่นคือความรู้สึก ความประทับใจ และความผูกพันต่อแบรนด์ นี่คือจุดที่ Service Marketing หรือ การตลาดบริการ เข้ามาพลิกเกม เปลี่ยนจากการมองว่าแค่ "ส่งของ" ให้เป็น "การส่งต่อประสบการณ์" อันน่าจดจำ แล้วอะไรคือเคล็ดลับเบื้องหลังความสำเร็จนี้?
21 ต.ค. 2025
ผึ้ง เด็กฝึกงาน

BANKKUNG

ใบบัว ( นักศึกษาฝึกงาน )
