รถกระบะ vs รถ 6 ล้อ vs รถ 10 ล้อ: เลือกประเภทรถอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุด?

รถกระบะ vs รถ 6 ล้อ vs รถ 10 ล้อ: เลือกประเภทรถอย่างไรให้ "คุ้มค่า" ที่สุด?
ปัญหาโลกแตกของคนทำธุรกิจ หรือคนที่กำลังจะต้องขนย้ายของชิ้นใหญ่ คือคำถามที่ว่า "ของเท่านี้... ต้องเรียกรถอะไร?"
การเลือกประเภทรถขนส่งผิด ชีวิตเปลี่ยนทันทีนะครับ! ถ้าเลือกรถเล็กไป ก็ต้องวิ่งหลายรอบ เสียเวลา เสียค่าน้ำมันเพิ่ม แต่ถ้าเลือกรถใหญ่เกินความจำเป็น ก็เหมือน "ขี่ช้างจับตั๊กแตน" จ่ายค่าระวางแพงโดยใช่เหตุ พื้นที่เหลือทิ้งเปล่าประโยชน์
วันนี้ BS Transport จะมาแฉหมดเปลือก เปรียบเทียบให้เห็นภาพชัดๆ ระหว่าง รถกระบะ, รถ 6 ล้อ และ รถ 10 ล้อ ว่าแต่ละแบบเหมาะกับงานไหน เพื่อให้คุณบริหารต้นทุนค่าขนส่งได้อย่างคุ้มค่าที่สุดครับ
1. รถกระบะรับจ้าง (4 ล้อ): "จิ๋วแต่แจ๋ว คล่องตัวสูง"
น้องเล็กสุดในวงการขนส่ง เหมาะสำหรับงานที่ต้องการความรวดเร็ว คล่องตัว หรือเข้าถึงพื้นที่แคบๆ ในเมือง
น้ำหนักบรรทุก: ประมาณ 1 - 1.5 ตัน (ขึ้นอยู่กับว่าเป็นกระบะตอนเดียว หรือมีคอก/ตู้ทึบ)
เหมาะสำหรับ:
ขนของย้ายหอพัก ย้ายคอนโด สินค้ามีจำนวนไม่เยอะมาก
ส่งพัสดุภัณฑ์ เอกสารสำคัญ หรือสินค้า E-commerce ที่ต้องการความด่วน
ขนส่งเฟอร์นิเจอร์ชิ้นเดี่ยว หรือเครื่องใช้ไฟฟ้า 2-3 ชิ้น
จุดเด่น: คล่องตัวสูง เข้าซอยแคบได้ ทำความเร็วได้ดี ไม่ติดเวลาวิ่งในเขตเมือง (ส่วนใหญ่)
ข้อควรระวัง: บรรทุกของหนักหรือของชิ้นใหญ่มากไม่ได้
2. รถ 6 ล้อรับจ้าง: "พี่คนกลาง ยอดนิยม ตอบโจทย์หลากหลาย"
นี่คือพระเอกตัวจริงของธุรกิจ SMEs และการขนย้ายทั่วไป เป็นขนาดที่พอดี ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไป มีให้เลือกทั้งแบบช่วงสั้น กลาง และยาว
น้ำหนักบรรทุก: ประมาณ 5 - 7 ตัน (ขึ้นอยู่กับขนาดตัวรถและประเภทตู้/คอก)
เหมาะสำหรับ:
ขนย้ายสำนักงาน ย้ายบ้านทั้งหลัง
สินค้าที่จัดเรียงบนพาเลท (Pallet) สินค้าอุปโภคบริโภคส่งตามห้างร้าน
วัสดุก่อสร้างจำนวนปานกลาง เครื่องจักรขนาดเล็กถึงกลาง
จุดเด่น: บรรทุกได้เยอะกว่ากระบะหลายเท่า แต่ยังคงมีความคล่องตัวพอสมควร ค่าใช้จ่ายต่อหน่วยน้ำหนักคุ้มค่า
ข้อควรระวัง: บางพื้นที่ในเขตเมืองมีข้อกำหนดเรื่องเวลาวิ่ง ต้องวางแผนเส้นทางให้ดี
3. รถ 10 ล้อรับจ้าง / รถพ่วง: "พี่ใหญ่สายแบก งานหนักต้องยกให้เขา"
พี่ใหญ่สุดของงานขนส่งทางบก เกิดมาเพื่อ "งานหนัก" และ "ทางไกล" โดยเฉพาะ ถ้าสินค้าคุณเยอะจริง หนักจริง นี่คือคำตอบที่คุ้มที่สุด
น้ำหนักบรรทุก: ประมาณ 12 - 15 ตันขึ้นไป (ถ้าเป็นรถพ่วงจะรับได้มากกว่านี้)
เหมาะสำหรับ:
สินค้าโรงงานอุตสาหกรรม วัตถุดิบการผลิตจำนวนมหาศาล
สินค้าเกษตร ข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลัง แบบเหมาเที่ยว
เครื่องจักรขนาดใหญ่ วัสดุก่อสร้างโครงการใหญ่ๆ
การขนส่งข้ามจังหวัดระยะไกลที่ต้องการขนทีเดียวจบ
จุดเด่น: ต้นทุนต่อหน่วยถูกที่สุดเมื่อขนส่งปริมาณมาก แข็งแกร่ง ทนทาน
ข้อควรระวัง: ต้องการพื้นที่ในการกลับรถและจอดรถมาก ไม่สามารถเข้าซอยแคบได้ และมีข้อจำกัดเรื่องเวลาวิ่งในเขตเมืองที่เข้มงวดมาก
Checklist: สรุปวิธีเลือกให้คุ้มค่าที่สุด
ก่อนโทรเรียกรถ ให้ตอบคำถาม 3 ข้อนี้ครับ:
น้ำหนักรวมเท่าไหร่? (สำคัญมาก ต้องประเมินให้ใกล้เคียงความจริง)
ปริมาตร (กว้าง x ยาว x สูง) แค่ไหน? (ของบางอย่างเบา แต่กินที่เยอะ เช่น โฟม พลาสติก)
ต้นทาง-ปลายทาง เป็นอย่างไร? (ถนนกว้างไหม มีที่จอดรถใหญ่ไหม เข้าซอยแคบหรือเปล่า)
สรุป
การเลือกประเภทรถให้ "พอดี" คือกุญแจสำคัญของการลดต้นทุนโลจิสติกส์ หากคุณยังไม่มั่นใจว่าสินค้าของคุณควรใช้รถประเภทไหนดี อย่าเสี่ยงเดาเอาเองครับ
ให้มืออาชีพช่วยประเมินดีกว่า! ที่ BS Transport เรามีทีมงานผู้เชี่ยวชาญพร้อมให้คำปรึกษา และช่วยประเมินประเภทรถที่เหมาะสมกับสินค้าของคุณฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย เพื่อให้มั่นใจว่าคุณจะได้รับการบริการที่คุ้มค่าและปลอดภัยที่สุด
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน


