Re-slotting คืออะไร? ทำไมต้องจัดตำแหน่งสินค้าใหม่อยู่เสมอ?
อัพเดทล่าสุด: 5 ก.ค. 2025
445 ผู้เข้าชม

ในโลกของการจัดการคลังสินค้า ทุกตารางเมตรมีมูลค่า และทุกวินาทีของการหยิบสินค้ามีต้นทุน นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไม "Re-slotting" หรือ "การจัดตำแหน่งสินค้าใหม่" จึงกลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่คลังสินค้าระดับมืออาชีพให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง
Re-slotting คืออะไร?
Re-slotting หมายถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งจัดเก็บสินค้าภายในคลังใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการหยิบสินค้า ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าขายดีให้อยู่ใกล้จุดหยิบมากขึ้น หรือลดการกระจัดกระจายของสินค้าที่มักขายคู่กัน
ทำไมต้องทำ Re-slotting อยู่เสมอ?
1. พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน
พฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ หากไม่ปรับตำแหน่งสินค้าให้เหมาะสม จะทำให้การหยิบสินค้าใช้เวลานานขึ้น
2. ลดระยะเวลาหยิบสินค้า (Pick Time)
การวางสินค้าที่ขายดีไว้ใกล้จุดหยิบ จะช่วยลดเวลาการเดิน ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มจำนวนออเดอร์ที่จัดได้ในแต่ละวัน
3. ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
การวางสินค้าแบบกระจายตัวหรือไม่สอดคล้องกับขนาด/ปริมาณการหมุนเวียน อาจทำให้เสียพื้นที่ที่ควรใช้ได้ดีกว่า Re-slotting ช่วยปรับให้ทุกช่องวางถูกใช้ตามศักยภาพจริง
4. ลดความผิดพลาดในการหยิบ
สินค้าที่วางซ้อนกันหรืออยู่คนละโซนกับกลุ่มเดียวกันอาจเพิ่มโอกาสหยิบผิด การจัดระเบียบใหม่อย่างมีระบบ ช่วยลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
5. รองรับการเติบโตของธุรกิจ
ธุรกิจเติบโต หมวดหมู่สินค้าก็เปลี่ยนไป การ Re-slotting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปรับตัวของคลัง ให้รองรับจำนวน SKU และออเดอร์ที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควรทำ Re-slotting บ่อยแค่ไหน?
ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล เช่น
สรุป
Re-slotting ไม่ใช่แค่การจัดวางของให้ดูดี แต่มันคือ "ศาสตร์ของประสิทธิภาพ" ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ใครที่มองว่าคลังเป็นเพียงที่เก็บของ อาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง
Re-slotting คืออะไร?
Re-slotting หมายถึงการปรับเปลี่ยนตำแหน่งจัดเก็บสินค้าภายในคลังใหม่ โดยมีเป้าหมายเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บและการหยิบสินค้า ให้เหมาะสมกับพฤติกรรมการใช้งานจริง เช่น การเปลี่ยนตำแหน่งสินค้าขายดีให้อยู่ใกล้จุดหยิบมากขึ้น หรือลดการกระจัดกระจายของสินค้าที่มักขายคู่กัน
ทำไมต้องทำ Re-slotting อยู่เสมอ?
1. พฤติกรรมลูกค้าเปลี่ยน
พฤติกรรมการสั่งซื้อของลูกค้าเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เช่น สินค้าตามฤดูกาล หรือโปรโมชั่นใหม่ๆ หากไม่ปรับตำแหน่งสินค้าให้เหมาะสม จะทำให้การหยิบสินค้าใช้เวลานานขึ้น
2. ลดระยะเวลาหยิบสินค้า (Pick Time)
การวางสินค้าที่ขายดีไว้ใกล้จุดหยิบ จะช่วยลดเวลาการเดิน ลดต้นทุนแรงงาน และเพิ่มจำนวนออเดอร์ที่จัดได้ในแต่ละวัน
3. ใช้พื้นที่ให้คุ้มค่าที่สุด
การวางสินค้าแบบกระจายตัวหรือไม่สอดคล้องกับขนาด/ปริมาณการหมุนเวียน อาจทำให้เสียพื้นที่ที่ควรใช้ได้ดีกว่า Re-slotting ช่วยปรับให้ทุกช่องวางถูกใช้ตามศักยภาพจริง
4. ลดความผิดพลาดในการหยิบ
สินค้าที่วางซ้อนกันหรืออยู่คนละโซนกับกลุ่มเดียวกันอาจเพิ่มโอกาสหยิบผิด การจัดระเบียบใหม่อย่างมีระบบ ช่วยลดความผิดพลาดในการจัดส่ง
5. รองรับการเติบโตของธุรกิจ
ธุรกิจเติบโต หมวดหมู่สินค้าก็เปลี่ยนไป การ Re-slotting จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการ ปรับตัวของคลัง ให้รองรับจำนวน SKU และออเดอร์ที่มากขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ควรทำ Re-slotting บ่อยแค่ไหน?
ไม่มีสูตรตายตัว ขึ้นอยู่กับความเปลี่ยนแปลงของข้อมูล เช่น
- รายงานสินค้าขายดี/ขายช้า
- ฤดูกาล
- การขยาย SKU
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมลูกค้า
สรุป
Re-slotting ไม่ใช่แค่การจัดวางของให้ดูดี แต่มันคือ "ศาสตร์ของประสิทธิภาพ" ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และรองรับการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน ใครที่มองว่าคลังเป็นเพียงที่เก็บของ อาจกำลังพลาดโอกาสสำคัญในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของตัวเอง
บทความที่เกี่ยวข้อง
ในโลกยุค 2026 ที่ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ว่า "คุณขายอะไร" แต่มองลึกลงไปถึงว่า "คุณขายอย่างไร" และ "คุณส่งอย่างไร"
20 ก.พ. 2026
ขายได้แต่เก็บเงินไม่ได้" คือปัญหาใหญ่ของร้านค้าออนไลน์ โดยเฉพาะ COD! เรียนรู้วิธีรับมือกับ "สินค้าตีกลับ" ด้วยระบบ Reverse Logistics เปลี่ยนของตีกลับให้เป็นเงินสดได้ไวที่สุด ลดการขาดทุนซ้ำซ้อน
20 ก.พ. 2026
"ขอยกเลิกออเดอร์นะคะ..." ประโยคเจ็บปวดที่พ่อค้าแม่ค้าไม่อยากได้ยิน! แก้ได้ด้วยจิตวิทยาความไว รู้หรือไม่? การแจ้งเลข Tracking ทันทีช่วยลดอาการ Buyer's Remorse และทำให้ลูกค้ามั่นใจจนไม่กล้ากดยกเลิก
19 ก.พ. 2026
BS&DC SAI5


