แชร์

จิตวิทยาการตั้งราคา: กลยุทธ์ที่ทำมากกว่าการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย

ร่วมมือ.jpg Contact Center
อัพเดทล่าสุด: 29 ต.ค. 2025
340 ผู้เข้าชม
จิตวิทยาการตั้งราคา: กลยุทธ์ที่ทำมากกว่าการลดราคาเพื่อกระตุ้นยอดขาย
 

สงครามราคาที่ไม่มีใครชนะ
 

ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูง หลายแบรนด์มักตกหลุมพรางที่ง่ายที่สุดในการดึงดูดลูกค้า นั่นคือ "การลดราคา"

จริงอยู่ที่การลดราคาดึงดูดสายตาได้รวดเร็ว แต่มันก็เป็นกลยุทธ์ที่บั่นทอนกำไรและคุณค่าของแบรนด์ในระยะยาว คำถามคือ... จะทำอย่างไรให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อ โดยที่เราไม่ต้องสาด "ป้ายแดง" ลดแหลกเพียงอย่างเดียว?

คำตอบอยู่ที่ "จิตวิทยาการตั้งราคา" (Pricing Psychology) ศิลปะและวิทยาศาสตร์ของการนำเสนอตัวเลขที่ไม่ได้สื่อถึง "ต้นทุน" แต่สื่อถึง "คุณค่า" ที่ลูกค้ารับรู้ บทความนี้จะพาคุณไปสำรวจกลยุทธ์การตั้งราคาที่ลึกซึ้งกว่าการหั่นราคา และสร้างยอดขายได้อย่างยั่งยืน


 5 กลยุทธ์จิตวิทยาการตั้งราคา ที่นักการตลาดต้องรู้
 

การตั้งราคาไม่ใช่แค่การบวกกำไรจากต้นทุน แต่คือการสื่อสารกับสมองส่วนที่ทำการตัดสินใจของลูกค้าโดยตรง นี่คือ 5 กลยุทธ์คลาสสิกที่ได้ผลเสมอ

 

1. Charm Pricing (การตั้งราคาแบบมีเสน่ห์)
  • มันคืออะไร: การตั้งราคาให้ลงท้ายด้วยเลข 9 หรือ .99 เช่น 99 บาท, 199 บาท หรือ 999 บาท แทนที่จะเป็น 100, 200 หรือ 1,000 บาท
  • ทำไมถึงเวิร์ค: ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า "Left-Digit Effect" (อิทธิพลจากตัวเลขด้านซ้าย) สมองของเราจะประมวลผลตัวเลขจากซ้ายไปขวาอย่างรวดเร็ว ราคา "99 บาท" จะถูกรับรู้ทันทีว่าอยู่ใน "หลักสิบ" ในขณะที่ "100 บาท" คือ "หลักร้อย" แม้จะต่างกันเพียง 1 บาท แต่ความรู้สึกที่ได้นั้นต่างกันมหาศาล


 

2. Price Anchoring (การตั้งสมอราคา)
 

  • มันคืออะไร: การนำเสนอราคาสูง (สมอ) ให้ลูกค้าเห็นก่อน เพื่อให้ราคาสินค้าที่เราต้องการขายจริง (ราคาเป้าหมาย) ดูสมเหตุสมผลหรือ "ถูก" ไปเลย
  • ทำไมถึงเวิร์ค: มนุษย์เรามักจะใช้ข้อมูลชิ้นแรกที่ได้รับเป็น "จุดอ้างอิง" ในการตัดสินใจเสมอ
  • ตัวอย่าง:
  • การแสดงราคาเดิมที่ขีดฆ่า: "ปกติ 1,500 บาท ลดเหลือ 990 บาท" (1,500 คือสมอ)
  • การนำเสนอสินค้ารุ่นท็อปก่อน: "แพ็กเกจ Platinum ราคา 10,000 บาท" จากนั้นค่อยเสนอ "แพ็กเกจ Gold ราคา 5,000 บาท" ลูกค้าจะรู้สึกว่า 5,000 บาทนั้น "คุ้มค่า" เมื่อเทียบกับ 10,000 ที่เห็นก่อนหน้า



 3. The Decoy Effect (กลยุทธ์ตัวล่อ)
 

  • มันคืออะไร: การเพิ่มตัวเลือกที่ 3 (ตัวล่อ) ที่ตั้งใจให้ "ไม่คุ้มค่า" เข้ามา เพื่อผลักดันให้ลูกค้าไปเลือกตัวเลือกที่เราต้องการจะขายมากที่สุด
  • ทำไมถึงเวิร์ค: มันทำให้การเปรียบเทียบง่ายขึ้น และทำให้ตัวเลือกเป้าหมายของเราดู "โดดเด่น" และ "คุ้มค่าที่สุด" อย่างชัดเจน
  • ตัวอย่างคลาสสิก (ร้านป๊อปคอร์น):
            - ขนาดเล็ก: 30 บาท
            - ขนาดใหญ่: 70 บาท
            - (ลูกค้าจะคิดหนักระหว่าง 30 กับ 70)

  • เมื่อเพิ่มตัวล่อ:

           - ขนาดเล็ก: 30 บาท
           - ขนาดกลาง (ตัวล่อ): 65 บาท
           - ขนาดใหญ่: 70 บาท


ทันทีที่เห็นราคา "ขนาดกลาง" ที่ 65 บาท สมองจะบอกว่า "เพิ่มอีกแค่ 5 บาท ได้ขนาดใหญ่เลยนะ! ขนาดกลางนี่ไม่คุ้มสุดๆ" ผลคือ ยอดขายขนาดใหญ่พุ่งสูงขึ้นทันที
 

4. Prestige Pricing (การตั้งราคาตามภาพลักษณ์)
 
  • มันคืออะไร: การตั้งราคาสินค้าให้ "สูง" เพื่อสร้างการรับรู้ถึงคุณภาพ ความหรูหรา และความพิเศษ (Exclusivity)
  • ทำไมถึงเวิร์ค: สำหรับสินค้าบางประเภท (เช่น นาฬิกาหรู, รถซูเปอร์คาร์, บริการระดับพรีเมียม) ราคาคือตัวสะท้อนคุณภาพ ลูกค้าไม่ได้ซื้อแค่ฟังก์ชัน แต่ซื้อ "สถานะ" และ "ความมั่นใจ" การตั้งราคาถูกเกินไปอาจทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้านั้นไม่มีคุณภาพหรือเป็นของปลอม


5. Bundling (การตั้งราคาแบบมัดรวม)

  • มันคืออะไร: การรวมสินค้าหรือบริการหลายอย่างเข้าด้วยกันและเสนอขายในราคาเดียว
  • ทำไมถึงเวิร์ค: มี 2 เหตุผลหลัก
  • เพิ่มความรับรู้ถึงความคุ้มค่า: ลูกค้ารู้สึกว่าได้ "ของแถม" หรือได้หลายอย่างในราคาที่ถูกกว่าการซื้อแยกทีละชิ้น (เช่น ชุด Value Meal ของฟาสต์ฟู้ด)
  • ลดความเจ็บปวดในการจ่าย (Pain of Paying): การจ่ายเงินครั้งเดียวเพื่อของหลายชิ้น รู้สึกดีกว่าการต้องควักกระเป๋าจ่ายทีละน้อยหลายๆ ครั้ง

สรุปส่งท้าย: คุณค่าที่มากกว่าราคา
 

การลดราคาอาจดึงดูด "นักล่าของถูก" แต่ จิตวิทยาการตั้งราคา จะดึงดูด "ลูกค้าที่เห็นคุณค่า"

กลยุทธ์เหล่านี้พิสูจน์แล้วว่าการตั้งราคาไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลข แต่เป็นเรื่องของการทำความเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ การสื่อสาร "คุณค่า" ที่ลูกค้ารับรู้ และการชี้นำการตัดสินใจอย่างแนบเนียน

หยุดการแข่งขันด้วยการลดราคา แล้วเริ่มหันมาออกแบบ "กลยุทธ์ราคา" ของคุณใหม่ ลองเลือกหนึ่งในเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ แล้วคุณจะพบว่า... คุณสามารถกระตุ้นยอดขายได้ โดยไม่ต้องลด "กำไร" และ "คุณค่า" ของแบรนด์คุณเลย


 ต้องการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่


โทรศัพท์: 02-114-8855 หรือ 086-3039620

อีเมล: bstransport_bkk@hotmail.com

ที่อยู่สำนักงานใหญ่: สถานีขนส่งสินค้าพุทธมณฑลสาย 5 ชานชาลาที่ 11 ห้องที่ 16-17 133 หมู่ที่ 1 ถนนบรมราชชนนี ตำบลบางเตย อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73210

คลิ๊กดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่เลย!



บทความที่เกี่ยวข้อง
"แพ็คเกจจิ้งรักษ์โลก (Green Packaging): เทรนด์ใหม่ที่ลูกค้า Gen Z มองหา (ใช้กระดาษแทนพลาสติก)"
รู้หรือไม่? ลูกค้า Gen Z พร้อมจ่ายแพงขึ้นถ้าแบรนด์ใช้ "Green Packaging" เลิกใช้บับเบิ้ลแล้วหันมาใช้กระดาษรังผึ้งและเทปกาวน้ำ เพื่อสร้างภาพลักษณ์แบรนด์รักษ์โลก พร้อมเลือกขนส่งที่ดูแลพัสดุดีเยี่ยมอย่าง BS Express
ผึ้ง เด็กฝึกงาน
14 ก.พ. 2026
เจาะอนาคต: "รถบรรทุกไร้คนขับ" (Autonomous Trucks) จะพลิกโฉมวงการโลจิสติกส์โลกอย่างไร?
ภาพของรถบรรทุกคันใหญ่ที่วิ่งบนไฮเวย์โดยไม่มีคนนั่งหลังพวงมาลัย อาจเคยเป็นแค่จินตนาการในหนัง Sci-Fi แต่ในปี 2026 นี้ เทคโนโลยี Autonomous Trucks หรือ รถบรรทุกไร้คนขับ กำลังขยับเข้าใกล้ความจริงมากขึ้นเรื่อยๆ และนี่คือ "Mega Trend" ที่กำลังจะเข้ามาปฏิวัติวงการขนส่งทั่วโลก!
ไทก้า นักศึกษาฝึกงาน
14 ก.พ. 2026
ยางหล่อดอก (Retread Tire): ทางเลือกประหยัด หรือ ระเบิดเวลา? เจาะลึกความปลอดภัยฉบับรถบรรทุก
ในวงการโลจิสติกส์ "ยางรถบรรทุก" ถือเป็นต้นทุนสิ้นเปลืองอันดับ 2 รองจากน้ำมันเชื้อเพลิง ยางเส้นใหม่เกรดดีๆ เส้นหนึ่งราคาปาเข้าไปหลักหมื่น ทำให้หลายผู้ประกอบการหันมามองทางเลือกที่ประหยัดกว่าอย่าง "ยางหล่อดอก" (Retread Tire) แต่คำถามตัวโตๆ ที่ลูกค้าเจ้าของสินค้ามักกังวลคือ "มันปลอดภัยจริงเหรอ?" หรือ "ใช้แล้วยางจะระเบิดระหว่างทางไหม?" วันนี้ BS Transport จะพามาไขข้อข้องใจแบบหมดเปลือก ว่ายางหล่อดอกคืออะไร และเรามีมาตรฐานการเลือกใช้อย่างไรให้ปลอดภัยที่สุดครับ
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
14 ก.พ. 2026
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ