แชร์

กลยุทธ์ Decoy Pricing เหยื่อล่อที่ทำให้คุณซื้อของแพงขึ้น

ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
อัพเดทล่าสุด: 10 ม.ค. 2025
554 ผู้เข้าชม

กลยุทธ์ Decoy Pricing เหยื่อล่อที่ทำให้คุณซื้อของแพงขึ้น

 

Decoy Pricing หรือ การตั้งราคาเหยื่อล่อ เป็นกลยุทธ์ทางการตลาดที่ใช้หลักจิตวิทยาในการโน้มน้าวให้ผู้บริโภคเลือกซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น โดยการนำเสนอตัวเลือกที่ดูไม่น่าสนใจเข้ามาเป็นตัวเปรียบเทียบ

 

ทำไมต้องใช้ Decoy Pricing?

  • ผลักดันให้ลูกค้าเลือกสินค้าที่แพงกว่า: เมื่อมีตัวเลือกที่ดูไม่น่าสนใจเข้ามา ลูกค้าจะรู้สึกว่าตัวเลือกอื่นๆ ดูคุ้มค่าและน่าสนใจมากขึ้น
  • เพิ่มมูลค่าที่รับรู้: การเปรียบเทียบราคาจะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าสินค้าที่ราคาสูงกว่านั้นมีคุณค่ามากกว่า
  • เพิ่มอัตรากำไร: ธุรกิจสามารถเพิ่มรายได้โดยเฉลี่ยต่อการขายได้

 

หลักการทำงานของ Decoy Pricing

หลักการสำคัญของ Decoy Pricing คือ การสร้างตัวเลือกที่สามขึ้นมา ซึ่งตัวเลือกนี้จะมีราคาสูงกว่าตัวเลือกที่เราต้องการให้ลูกค้าซื้อ แต่จะมีคุณสมบัติที่ด้อยกว่าตัวเลือกที่เราต้องการให้ลูกค้าซื้อเล็กน้อย แต่จะดีกว่าตัวเลือกที่สามอย่างเห็นได้ชัด 



ขอบคุณรูปภาพ https://insidebe.com/articles/the-decoy-effect/ 

 

ในภาพตัวอย่างนี้ สมมติว่าร้านหนังต้องการให้ลูกค้าซื้อป๊อบคอร์นขนาดกลาง พวกเขาจะตั้งราคาขนาดเล็กและขนาดใหญ่ไว้ดังนี้

  • ขนาดเล็ก: ราคาถูกที่สุด แต่ปริมาณน้อยที่สุด
  • ขนาดกลาง: ราคาปานกลาง ปริมาณพอเหมาะ
  • ขนาดใหญ่: ราคาแพงที่สุด แต่ปริมาณมากเกินไปเมื่อเทียบกับราคา

เมื่อลูกค้าเห็นตัวเลือกทั้งสาม พวกเขาจะเปรียบเทียบและตัดตัวเลือกขนาดใหญ่ทิ้งไป เนื่องจากราคาแพงเกินไปและปริมาณมากเกินความจำเป็น ทำให้ลูกค้าเหลือตัวเลือกเพียงสองตัว คือ ขนาดเล็กและขนาดกลาง ซึ่งในที่สุด ลูกค้าก็จะเลือกซื้อขนาดกลางที่ร้านต้องการ

 

ตัวอย่าง Decoy Pricing ในชีวิตจริง

  • ร้านอาหาร: เมนูอาหารชุดที่ประกอบด้วยอาหารจานหลัก เครื่องเคียง และเครื่องดื่ม ในราคาที่สูงกว่าเมื่อสั่งแยกชิ้น
  • ร้านค้าออนไลน์: แพ็คเกจสินค้าที่รวมสินค้าหลายรายการในราคาที่คุ้มค่ากว่าเมื่อซื้อแยกชิ้น
  • บริษัทโทรคมนาคม: แพ็คเกจอินเทอร์เน็ตที่รวมโทรศัพท์และทีวี ในราคาที่สูงกว่าเมื่อสมัครแยกบริการ

 

Decoy Pricing เป็นกลยุทธ์ที่ชาญฉลาดในการโน้มน้าวให้ลูกค้าเลือกซื้อสินค้าในราคาที่สูงขึ้น แต่ต้องใช้ด้วยความระมัดระวังและเข้าใจหลักการทำงานอย่างถ่องแท้ หากใช้ได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้ธุรกิจของคุณประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น

 


บทความที่เกี่ยวข้อง
FOMO Marketing: ศิลปะการกระตุ้นความ "เสียดาย" ให้กลายเป็น "ยอดขาย" แบบเนียน ๆ (ไม่ยัดเยียด)
เคยไหม? ที่คุณไม่ได้ตั้งใจจะซื้อของชิ้นนั้น แต่พอเห็นป้าย "เหลือ 2 ชิ้นสุดท้าย" หรือเพื่อนในโซเชียลเริ่มแชร์กันเต็มหน้าฟีด จู่ๆ มือของคุณก็กดสั่งซื้อไปโดยอัตโนมัติ... นี่คือกำลังของ FOMO (Fear of Missing Out) หรือ "ความกลัวที่จะตกขบวน" ในโลกการตลาด FOMO คืออาวุธที่ทรงพลังมาก แต่ถ้าใช้ไม่เป็น มันจะกลายเป็น "ดาบสองคม" ที่ทำให้แบรนด์ดูน่ารำคาญและยัดเยียดทันที วันนี้เราจะมาเจาะลึกเทคนิคการใช้ FOMO Marketing ให้ดู Classy ดูแพง และกระตุ้นลูกค้าได้แบบแยบยลครับ
ร่วมมือ.jpg Contact Center
10 ธ.ค. 2025
Logistics 5.0: เมื่อ AI และ Big Data เข้ามาปฏิวัติวงการขนส่ง นักการตลาดยุคใหม่ต้องปรับตัวอย่างไร?
เมื่อ "หลังบ้าน" กลายเป็นอาวุธลับของ "หน้าบ้าน" ในอดีต นักการตลาดมีหน้าที่แค่ "ทำให้คนอยากได้" ส่วนหน้าที่การ "ส่งของให้ถึงมือ" เป็นเรื่องของฝ่ายขนส่งที่แยกส่วนกันอย่างชัดเจน แต่ในปี 2025 เส้นแบ่งนั้นได้จางหายไปแล้วครับ เข้าสู่ยุค Logistics 5.0 ยุคที่การขนส่งไม่ได้ขับเคลื่อนด้วยแรงงานเพียงอย่างเดียว แต่ขับเคลื่อนด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์) และ Big Data (ข้อมูลมหาศาล) ซึ่งเทคโนโลยีเหล่านี้กำลังเปลี่ยนโลกของการขายของออนไลน์ไปตลอดกาล คำถามคือ... นักการตลาดยุคใหม่จะปรับตัวอย่างไร? และจะใช้ประโยชน์จากคลื่นลูกใหม่นี้เพื่อสร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้อย่างไร? วันนี้ BS Group มีคำตอบครับ
ลูกดิว เด็กฝึกงาน
10 ธ.ค. 2025
ทำ Content โลจิสติกส์ให้เข้าใจง่าย
กลยุทธ์สร้างคอนเทนต์โลจิสติกส์ให้อ่านง่าย เห็นภาพจริง เพิ่มความน่าเชื่อถือ และทำให้ลูกค้าตัดสินใจได้เร็วขึ้น เหมาะสำหรับบริษัทขนส่งและผู้ทำการตลาดสายโลจิสติกส์
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
9 ธ.ค. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้
เปรียบเทียบสินค้า
0/4
ลบทั้งหมด
เปรียบเทียบ