Route Optimization: การวางแผนเส้นทางเดินรถอัจฉริยะ ช่วยประหยัดน้ำมันได้จริงหรือ? หรือแค่ของเล่นคนรวย?

"ลุงขับเส้นนี้มา 20 ปี ลุงรู้ทางลัดหมดแล้ว!"
นี่คือประโยคที่เรามักได้ยินจากพี่คนขับรถอาวุโส และมันก็มักจะเป็นความจริง... ในกรณีที่ส่งของแค่จุดเดียว (Point-to-Point) แต่ถ้าโจทย์เปลี่ยนเป็น "วันนี้ต้องส่ง 50 จุด ทั่วกรุงเทพฯ ภายใน 8 ชั่วโมง โดยใช้รถ 3 คัน ให้ใช้น้ำมันน้อยที่สุด"
เชื่อผมเถอะครับว่า สมองมนุษย์ไม่สามารถคำนวณเส้นทางที่ดีที่สุด (Best Solution) จากความเป็นไปได้นับล้านรูปแบบได้ทันเวลาแน่นอน นี่จึงเป็นที่มาของเทคโนโลยี "Route Optimization" หรือการจัดเส้นทางอัจฉริยะ คำถามคือ... มันแค่ช่วยบอกทาง หรือมันช่วย "ประหยัดเงิน" ได้จริงๆ?
Route Optimization คืออะไร? (ต่างจาก Google Maps อย่างไร)
Google Maps บอกคุณว่า "จาก A ไป B ทางไหนเร็วสุด" แต่ Route Optimization บอกคุณว่า "มีจุด A, B, C, D, E... Z ควรไปจุดไหนก่อนหลัง และใช้รถกี่คัน ถึงจะประหยัดที่สุด" มันคือการใช้ AI และคณิตศาสตร์ขั้นสูงมาแก้โจทย์ที่ซับซ้อน (Traveling Salesman Problem) โดยคำนึงถึงตัวแปรมากมาย เช่น เวลานัดหมายลูกค้า, ความจุรถ, สภาพจราจร และระยะทาง
มันช่วยประหยัดน้ำมันได้จริงหรือ?
คำตอบคือ "จริง และประหยัดได้มหาศาล" ด้วย 3 กลไกนี้ครับ
1.ลดระยะทางที่ "วิ่งวน" (Mileage Reduction)
บ่อยครั้งที่คนขับวางแผนเอง มักจะขับวนไปวนมาโดยไม่รู้ตัว (เช่น ขับจากบางนา ไปลาดพร้าว แล้วกลับมาบางนาอีกรอบเพราะลืมดูว่ามีลูกค้าอีกเจ้า) ระบบจะคำนวณลำดับการส่งใหม่ ให้เป็นเส้นตรงหรือวงกลมที่สมบูรณ์ที่สุด ลดระยะทางวิ่งเปล่าได้เฉลี่ย 15-30% ซึ่งระยะทางที่ลดลง = ค่าน้ำมันที่ลดลงทันที
2.เลี่ยงรถติด = เลี่ยงการเผาน้ำมันทิ้ง (Traffic Avoidance)
การจอดรถติดเครื่องทิ้งไว้เฉยๆ (Idling) กินน้ำมันมากกว่าที่คุณคิด ระบบจะดึงข้อมูลจราจร Real-time มาวิเคราะห์ และปรับเส้นทางหนีรถติดให้ ซึ่งนอกจากประหยัดน้ำมันแล้ว ยังช่วยลดค่าสึกหรอของรถ (เบรก/คลัตช์) ได้อีกด้วย
3.ใช้รถคุ้มค่าทุกคัน (Capacity Utilization)
แทนที่จะปล่อยรถออกไป 5 คัน โดยที่แต่ละคันบรรทุกแค่ครึ่งเดียว ระบบจะคำนวณให้ว่า จริงๆ แล้วอาจจะใช้รถแค่ 3 คันก็ขนหมด หากจัดเรียงของดีๆ การลดจำนวนรถที่ต้องวิ่งลง 1-2 คัน คือการประหยัดค่าน้ำมันแบบ 100% สำหรับคันที่จอดพัก
ตัวเลขไม่โกหก (ROI)
จากการศึกษาทั่วโลก ธุรกิจที่เปลี่ยนจาก Manual Plan มาใช้ Route Optimization พบว่า
- ลดต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงได้ 10-30%
- ลดเวลาในการวางแผนงานจาก "ชั่วโมง" เหลือ "นาที"
- เพิ่มจำนวนจุดส่งสินค้าต่อวันได้มากขึ้น 20%
ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวน การใช้ "ความรู้สึก" ในการขับรถ คือความเสี่ยงที่ธุรกิจแบกรับไม่ไหวอีกต่อไป
Route Optimization ไม่ใช่ของเล่นราคาแพงสำหรับบริษัทข้ามชาติ แต่เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่ SME และธุรกิจขนส่งยุคใหม่ "ต้องมี" เพื่ออุดรอยรั่วของกำไรที่ไหลออกไปทางท่อไอเสีย การลงทุนในเทคโนโลยีวันนี้ อาจแลกมาด้วยกำไรที่เพิ่มขึ้นทันทีในเดือนหน้าครับ
Contact Center


