The End of Cookies: เมื่อ Data หายไป นักการตลาดยุคใหม่ต้องหาลูกค้าอย่างไร?
อัพเดทล่าสุด: 23 ธ.ค. 2025
137 ผู้เข้าชม

The End of Cookies: เมื่อ Data หายไป นักการตลาดยุคใหม่ต้องหาลูกค้าอย่างไร?
"Cookie" ในโลกออนไลน์ที่ไม่ใช่ขนมหวาน กำลังจะถึงจุดจบ... และนี่คือฝันร้ายที่นักการตลาดดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญ
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับการใช้ Third-Party Cookies ในการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคข้ามเว็บไซต์ เพื่อยิงโฆษณาแบบติดตาม (Retargeting) ที่แม่นยำราวจับวาง แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Google Chrome ประกาศยกเลิกการรองรับ Third-Party Cookies (ตามรอย Safari และ Firefox ที่ทำไปก่อนหน้านี้) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ "เมื่อ Data ที่เคยใช้ง่ายๆ หายไป นักการตลาดยุคใหม่จะหาลูกค้าเจอได้อย่างไรในโลกที่ไร้คุกกี้ (Cookieless World)?"
บทความนี้จะพาคุณไปพบกับทางรอดและกลยุทธ์ใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืนกว่าเดิมครับ
ผลกระทบเมื่อ Third-Party Cookies หายไป?
Third-Party Cookies คือข้อมูลที่ถูกสร้างโดยเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ (เช่น แพลตฟอร์มโฆษณา) ทำให้สามารถติดตามประวัติการท่องเว็บของเราได้
เมื่อสิ่งนี้หายไป ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ:
การทำ Retargeting ยากขึ้น: การยิงแอด "ตามหลอน" ลูกค้าที่เคยเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อ จะทำได้ไม่แม่นยำเหมือนเดิม
การวัดผลโฆษณา (Attribution) ไม่แม่นยำ: ยากที่จะรู้ว่าลูกค้าที่ซื้อของ เกิดจากการเห็นโฆษณาตัวไหนใน Journey ของพวกเขา
ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (CAC) อาจสูงขึ้น: เมื่อการยิงแอดแบบหว่านแหไม่มีประสิทธิภาพเท่าการยิงแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
3 กลยุทธ์ทางรอดของนักการตลาดยุค Cookieless World
อย่ายอมแพ้ครับ! เพราะการสิ้นสุดของ Cookies ไม่ใช่จุดจบของการตลาด แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิธีการที่ดีกว่า นี่คือ 3 กลยุทธ์ที่คุณต้องเริ่มทำทันที:
1. หันมาเก็บ "First-Party Data" คือขุมทรัพย์ใหม่ที่สำคัญที่สุด
ในเมื่อพึ่งพาข้อมูลจากคนอื่น (Third-Party) ไม่ได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องสร้างฐานข้อมูลของตัวเอง!
First-Party Data คือข้อมูลที่คุณเก็บจากลูกค้าโดยตรงด้วยความยินยอม (Consent) ผ่านช่องทางของคุณเอง เช่น:
การสมัครสมาชิกบนเว็บไซต์
ประวัติการสั่งซื้อสินค้า (Purchase History)
ข้อมูลจากระบบ CRM
การทำแบบสอบถาม หรือ Quiz เพื่อเก็บความสนใจของลูกค้า (Zero-Party Data)
ข้อดี: ข้อมูลนี้มีความแม่นยำสูง เป็นของคุณเอง 100% และถูกต้องตามกฎหมาย PDPA/GDPR คุณสามารถนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์เพื่อสร้างแคมเปญที่ตรงใจลูกค้า (Personalization) ได้ดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก
2. กลับสู่สามัญด้วย "Contextual Targeting"
ในยุคที่ยังไม่มีคุกกี้ เรายิงโฆษณาโดยดูจาก "บริบท" ของเนื้อหา กลยุทธ์นี้กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
Contextual Targeting คือการแสดงโฆษณาให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้ใช้กำลังรับชมอยู่ในขณะนั้น แทนที่จะสนใจว่าผู้ใช้คนนั้นเป็นใคร เช่น:
หากคุณขายอุปกรณ์กีฬา คุณก็เลือกลงโฆษณาในเว็บไซต์ข่าวสารฟุตบอล หรือบล็อกรีวิวรองเท้าวิ่ง
หากคุณให้บริการขนส่ง คุณอาจไปปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดพูดคุยเรื่อง E-commerce หรือการนำเข้า-ส่งออก
วิธีนี้ทำให้โฆษณาดูมีความเกี่ยวข้องและไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวจนเกินไป
3. ใช้ประโยชน์จาก "Walled Gardens" และเทคโนโลยีใหม่ๆ
แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ (Walled Gardens) อย่าง Facebook (Meta), Google, TikTok, หรือ LINE ยังคงมีข้อมูลผู้ใช้งานมหาศาลอยู่ในมือ (ซึ่งถือเป็น First-Party Data ของแพลตฟอร์มนั้นๆ)
นักการตลาดจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่แพลตฟอร์มเหล่านี้พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน Cookies เช่น:
Facebook Conversion API (CAPI): การส่งข้อมูลจาก Server ของเราไปยัง Facebook โดยตรง แทนการใช้ Browser Pixel
Google Privacy Sandbox: โซลูชันใหม่ของ Google ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการยิงโฆษณากับการรักษาความเป็นส่วนตัว
สรุป: ปรับตัวก่อน ชนะก่อน
The End of Cookies ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นสัญญาณเตือนให้นักการตลาดเลิกพึ่งพาวิธีการเดิมๆ ที่ง่ายแต่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว และหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้าผ่านการบริหารจัดการ First-Party Data อย่างมีประสิทธิภาพ
ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูง การปรับตัวได้เร็วกว่า คือกุญแจสู่ความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด หรือแม้กระทั่งเรื่องการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ต้องรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์เช่นเดียวกัน
"Cookie" ในโลกออนไลน์ที่ไม่ใช่ขนมหวาน กำลังจะถึงจุดจบ... และนี่คือฝันร้ายที่นักการตลาดดิจิทัลทั่วโลกกำลังเผชิญ
ตลอดทศวรรษที่ผ่านมา เราคุ้นเคยกับการใช้ Third-Party Cookies ในการติดตามพฤติกรรมผู้บริโภคข้ามเว็บไซต์ เพื่อยิงโฆษณาแบบติดตาม (Retargeting) ที่แม่นยำราวจับวาง แต่เมื่อยักษ์ใหญ่อย่าง Google Chrome ประกาศยกเลิกการรองรับ Third-Party Cookies (ตามรอย Safari และ Firefox ที่ทำไปก่อนหน้านี้) เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน
คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ "เมื่อ Data ที่เคยใช้ง่ายๆ หายไป นักการตลาดยุคใหม่จะหาลูกค้าเจอได้อย่างไรในโลกที่ไร้คุกกี้ (Cookieless World)?"
บทความนี้จะพาคุณไปพบกับทางรอดและกลยุทธ์ใหม่ ที่จะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าที่ยั่งยืนกว่าเดิมครับ
ผลกระทบเมื่อ Third-Party Cookies หายไป?
Third-Party Cookies คือข้อมูลที่ถูกสร้างโดยเว็บไซต์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เว็บไซต์ที่เรากำลังใช้งานอยู่ (เช่น แพลตฟอร์มโฆษณา) ทำให้สามารถติดตามประวัติการท่องเว็บของเราได้
เมื่อสิ่งนี้หายไป ผลกระทบที่ชัดเจนที่สุดคือ:
การทำ Retargeting ยากขึ้น: การยิงแอด "ตามหลอน" ลูกค้าที่เคยเข้าเว็บแต่ยังไม่ซื้อ จะทำได้ไม่แม่นยำเหมือนเดิม
การวัดผลโฆษณา (Attribution) ไม่แม่นยำ: ยากที่จะรู้ว่าลูกค้าที่ซื้อของ เกิดจากการเห็นโฆษณาตัวไหนใน Journey ของพวกเขา
ต้นทุนการหาลูกค้าใหม่ (CAC) อาจสูงขึ้น: เมื่อการยิงแอดแบบหว่านแหไม่มีประสิทธิภาพเท่าการยิงแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย
3 กลยุทธ์ทางรอดของนักการตลาดยุค Cookieless World
อย่ายอมแพ้ครับ! เพราะการสิ้นสุดของ Cookies ไม่ใช่จุดจบของการตลาด แต่มันคือการเปลี่ยนผ่านไปสู่วิธีการที่ดีกว่า นี่คือ 3 กลยุทธ์ที่คุณต้องเริ่มทำทันที:
1. หันมาเก็บ "First-Party Data" คือขุมทรัพย์ใหม่ที่สำคัญที่สุด
ในเมื่อพึ่งพาข้อมูลจากคนอื่น (Third-Party) ไม่ได้แล้ว ก็ถึงเวลาต้องสร้างฐานข้อมูลของตัวเอง!
First-Party Data คือข้อมูลที่คุณเก็บจากลูกค้าโดยตรงด้วยความยินยอม (Consent) ผ่านช่องทางของคุณเอง เช่น:
การสมัครสมาชิกบนเว็บไซต์
ประวัติการสั่งซื้อสินค้า (Purchase History)
ข้อมูลจากระบบ CRM
การทำแบบสอบถาม หรือ Quiz เพื่อเก็บความสนใจของลูกค้า (Zero-Party Data)
ข้อดี: ข้อมูลนี้มีความแม่นยำสูง เป็นของคุณเอง 100% และถูกต้องตามกฎหมาย PDPA/GDPR คุณสามารถนำข้อมูลนี้มาวิเคราะห์เพื่อสร้างแคมเปญที่ตรงใจลูกค้า (Personalization) ได้ดียิ่งกว่าเดิมเสียอีก
2. กลับสู่สามัญด้วย "Contextual Targeting"
ในยุคที่ยังไม่มีคุกกี้ เรายิงโฆษณาโดยดูจาก "บริบท" ของเนื้อหา กลยุทธ์นี้กำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง
Contextual Targeting คือการแสดงโฆษณาให้สอดคล้องกับเนื้อหาที่ผู้ใช้กำลังรับชมอยู่ในขณะนั้น แทนที่จะสนใจว่าผู้ใช้คนนั้นเป็นใคร เช่น:
หากคุณขายอุปกรณ์กีฬา คุณก็เลือกลงโฆษณาในเว็บไซต์ข่าวสารฟุตบอล หรือบล็อกรีวิวรองเท้าวิ่ง
หากคุณให้บริการขนส่ง คุณอาจไปปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดพูดคุยเรื่อง E-commerce หรือการนำเข้า-ส่งออก
วิธีนี้ทำให้โฆษณาดูมีความเกี่ยวข้องและไม่รุกล้ำความเป็นส่วนตัวจนเกินไป
3. ใช้ประโยชน์จาก "Walled Gardens" และเทคโนโลยีใหม่ๆ
แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ (Walled Gardens) อย่าง Facebook (Meta), Google, TikTok, หรือ LINE ยังคงมีข้อมูลผู้ใช้งานมหาศาลอยู่ในมือ (ซึ่งถือเป็น First-Party Data ของแพลตฟอร์มนั้นๆ)
นักการตลาดจำเป็นต้องเรียนรู้การใช้เครื่องมือใหม่ๆ ที่แพลตฟอร์มเหล่านี้พัฒนาขึ้นเพื่อทดแทน Cookies เช่น:
Facebook Conversion API (CAPI): การส่งข้อมูลจาก Server ของเราไปยัง Facebook โดยตรง แทนการใช้ Browser Pixel
Google Privacy Sandbox: โซลูชันใหม่ของ Google ที่พยายามสร้างสมดุลระหว่างการยิงโฆษณากับการรักษาความเป็นส่วนตัว
สรุป: ปรับตัวก่อน ชนะก่อน
The End of Cookies ไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นสัญญาณเตือนให้นักการตลาดเลิกพึ่งพาวิธีการเดิมๆ ที่ง่ายแต่รุกล้ำความเป็นส่วนตัว และหันมาสร้างความสัมพันธ์ที่แท้จริงกับลูกค้าผ่านการบริหารจัดการ First-Party Data อย่างมีประสิทธิภาพ
ในโลกธุรกิจที่การแข่งขันสูง การปรับตัวได้เร็วกว่า คือกุญแจสู่ความอยู่รอด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการตลาด หรือแม้กระทั่งเรื่องการขนส่งโลจิสติกส์ ที่ต้องรวดเร็ว แม่นยำ และทันต่อสถานการณ์เช่นเดียวกัน
บทความที่เกี่ยวข้อง
เชื่อว่าพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ทุกคนต้องคุ้นเคยกับ "พลาสติกกันกระแทก" หรือที่เรียกติดปากกันว่า "บับเบิ้ล" (Bubble Wrap) อย่างแน่นอน เพราะมันคืออุปกรณ์ยังชีพที่ขาดไม่ได้ในการแพ็คของส่งลูกค้า
แต่เคยสงสัยไหมครับเวลาที่ดึงบับเบิ้ลออกมาจากม้วน... เราควรเอา "ด้านที่มีปุ่มนูนๆ" หรือ "ด้านที่เรียบๆ" หันเข้าหาสินค้า?
บางคนบอกเอาด้านเรียบเข้าสิ จะได้ไม่ขูดของ! บางคนบอกเอาด้านปุ่มเข้าสิ จะได้กันกระแทก! วันนี้ BS Transport ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านการขนส่งและการจัดเรียงสินค้า ขอมาเฉลยคำตอบที่ถูกต้องตามหลักสากลให้กระจ่างกันไปเลยครับ!
20 ก.พ. 2026
"ทักครับ สนใจส่งของ"
"ขอราคาประเมินหน่อยครับ"
"เช็คสถานะพัสดุให้ทีครับ"
20 ก.พ. 2026
ในโลกยุค 2026 ที่ผู้บริโภคไม่ได้มองแค่ว่า "คุณขายอะไร" แต่มองลึกลงไปถึงว่า "คุณขายอย่างไร" และ "คุณส่งอย่างไร"
20 ก.พ. 2026
Contact Center


