SAF คืออะไร? เชื้อเพลิงการบินยั่งยืนกับสินค้าทางอากาศ

SAF คืออะไร? เชื้อเพลิงการบินยั่งยืนกับสินค้าทางอากาศ
การขนส่งทางอากาศเป็นช่องทางที่เร็วที่สุดสำหรับสินค้ามูลค่าสูงและสินค้าที่ไวต่อเวลา เช่น ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยา วัคซีน และอะไหล่เร่งด่วน แต่ก็เป็นโหมดขนส่งที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหน่วยสินค้าสูงที่สุดเช่นกัน เมื่อลูกค้าองค์กรและผู้กำกับดูแลเริ่มกดดันให้รายงานการปล่อยคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน คำถามที่ผู้บริหารโลจิสติกส์ต้องตอบให้ได้คือ เราจะลดคาร์บอนจากการบินโดยไม่ต้องเลิกใช้การขนส่งทางอากาศได้อย่างไร
คำตอบที่อุตสาหกรรมการบินให้น้ำหนักมากที่สุดในปัจจุบันคือ Sustainable Aviation Fuel หรือ SAF บทความนี้อธิบายว่า SAF คืออะไร ทำงานอย่างไร ต้นทุนและข้อจำกัดเป็นอย่างไร และผู้ส่งสินค้าหรือผู้ให้บริการโลจิสติกส์ควรนำไปคิดในกลยุทธ์ของตนอย่างไร
SAF คืออะไร
SAF คือเชื้อเพลิงอากาศยานที่ผลิตจากวัตถุดิบที่ไม่ใช่ปิโตรเลียมฟอสซิล เช่น น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้ว ไขมันสัตว์ ของเหลือทิ้งทางการเกษตรและป่าไม้ หรือผ่านกระบวนการสังเคราะห์จากไฮโดรเจนและคาร์บอนไดออกไซด์ (e-fuel) คุณสมบัติทางเคมีของ SAF ใกล้เคียงกับน้ำมันเครื่องบินทั่วไป จึงเรียกว่าเป็นเชื้อเพลิงแบบ “Drop-in” คือผสมกับน้ำมันเดิมแล้วใช้กับเครื่องยนต์และระบบเติมน้ำมันเดิมได้โดยไม่ต้องดัดแปลงอากาศยาน
ปัจจุบันมาตรฐานการรับรองของอุตสาหกรรมอนุญาตให้ผสม SAF ในน้ำมันอากาศยานได้สูงสุดประมาณ 50% ตามเส้นทางการผลิตที่ได้รับการรับรอง ส่วนการทดสอบใช้ SAF ในสัดส่วนสูงกว่านั้นยังอยู่ในขั้นพัฒนา
หลักการลดคาร์บอน: SAF ไม่ได้ทำให้การเผาไหม้ไม่ปล่อย CO2 แต่ลดการปล่อยตลอดวงจรชีวิต (Life Cycle) เพราะวัตถุดิบดูดซับหรือใช้คาร์บอนที่อยู่ในวัฏจักรชีวภาพอยู่แล้ว ผลลดคาร์บอนจึงขึ้นอยู่กับวัตถุดิบและกระบวนการผลิต โดยทั่วไปมักอ้างอิงตัวเลขลดได้สูงสุดราว 80% เมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิลตลอดวงจรชีวิต
เส้นทางการผลิต SAF ที่สำคัญ
SAF ไม่ได้มีสูตรเดียว แต่มีหลายเส้นทางที่มีวัตถุดิบ ต้นทุน และความพร้อมเชิงพาณิชย์ต่างกัน
HEFA (Hydroprocessed Esters and Fatty Acids): ใช้น้ำมันและไขมันเป็นวัตถุดิบ เป็นเส้นทางที่เติบโตเต็มที่ที่สุดและครองสัดส่วนการผลิตส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ข้อจำกัดคือวัตถุดิบมีจำกัดและแข่งขันกับอุตสาหกรรมดีเซลชีวภาพ
Alcohol-to-Jet: แปลงเอทานอลหรือไอโซบิวทานอลเป็นเชื้อเพลิงอากาศยาน เหมาะกับประเทศที่มีอุตสาหกรรมเอทานอลจากอ้อยหรือมันสำปะหลัง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับภูมิภาคอาเซียน
Gasification และ Fischer-Tropsch: เปลี่ยนชีวมวลหรือขยะเป็นก๊าซสังเคราะห์ แล้วผลิตเป็นเชื้อเพลิงเหลว รองรับวัตถุดิบหลากหลาย แต่ใช้เงินลงทุนโรงงานสูง
Power-to-Liquid (e-SAF): ใช้ไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนรวมกับ CO2 ที่ดักจับได้ มีศักยภาพขยายขนาดได้สูงในระยะยาว แต่ปัจจุบันยังมีต้นทุนสูงที่สุดและอยู่ในช่วงเริ่มต้นของเชิงพาณิชย์
ทำไม SAF จึงสำคัญกับโลจิสติกส์
เหตุผลหลักคือการบินลดคาร์บอนได้ยากกว่าภาคอื่น เครื่องบินพิสัยไกลต้องใช้เชื้อเพลิงที่มีความหนาแน่นพลังงานสูง ขณะที่แบตเตอรี่ยังหนักเกินไป และเครื่องบินไฮโดรเจนยังอยู่ห่างจากการใช้งานเชิงพาณิชย์ในวงกว้าง ดังนั้นในทศวรรษนี้ SAF จึงถูกมองว่าเป็นคันโยกหลักของการลดคาร์บอนด้านการบิน ซึ่งสมาคมขนส่งทางอากาศระหว่างประเทศ (IATA) ประเมินว่า SAF จะมีส่วนต่อเป้าหมายการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 มากที่สุดเมื่อเทียบกับมาตรการอื่น
สำหรับผู้ส่งสินค้า การขนส่งทางอากาศมักเป็นสัดส่วนเล็กในน้ำหนักสินค้าทั้งหมด แต่เป็นสัดส่วนใหญ่ในคาร์บอนของการขนส่ง ทำให้ Scope 3 ของบริษัทที่พึ่งพาการบินสูงเปลี่ยนแปลงได้มากจากการตัดสินใจเรื่องเชื้อเพลิง
กฎระเบียบและนโยบายที่ควรรู้
ReFuelEU Aviation: กฎของสหภาพยุโรปกำหนดสัดส่วนขั้นต่ำของ SAF ที่ผู้จัดจำหน่ายเชื้อเพลิงต้องจัดหาให้สนามบินในอียู เริ่มที่ 2% ในปี 2025 และเพิ่มเป็น 6% ในปี 2030 จนถึง 70% ในปี 2050 พร้อมเป้าย่อยสำหรับเชื้อเพลิงสังเคราะห์ ผู้ส่งสินค้าที่ใช้เส้นทางเข้าออกยุโรปจึงควรคาดว่าต้นทุนด้านนี้จะถูกส่งต่อมายังค่าระวางบางส่วน
CORSIA: โครงการชดเชยและลดคาร์บอนสำหรับการบินระหว่างประเทศขององค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ซึ่งยอมรับเชื้อเพลิงที่ได้คุณสมบัติตามเกณฑ์ว่าช่วยลดภาระการชดเชย
นโยบายระดับประเทศ: หลายประเทศออกกลไกจูงใจและเป้าหมายของตนเอง สำหรับประเทศไทยมีการกำหนดแนวทางและเป้าหมายส่งเสริม SAF ในระดับนโยบาย ซึ่งรายละเอียดตัวเลขและช่วงเวลาอาจปรับเปลี่ยนได้ ผู้อ่านควรตรวจสอบเอกสารล่าสุดจากหน่วยงานกำกับก่อนวางแผนจริง
ต้นทุนและข้อจำกัด
อุปสรรคใหญ่ที่สุดคือราคา SAF มีราคาสูงกว่าน้ำมันอากาศยานทั่วไปหลายเท่า ขึ้นอยู่กับเส้นทางการผลิตและภูมิภาค ขณะที่ปริมาณการผลิตทั่วโลกยังต่ำกว่า 1% ของการใช้เชื้อเพลิงการบินทั้งหมด ข้อจำกัดอื่นที่พบบ่อยมีดังนี้
วัตถุดิบจำกัด: น้ำมันปรุงอาหารใช้แล้วและไขมันมีปริมาณจำกัด หากต้องขยายขนาดต้องพึ่งเทคโนโลยีอื่นที่ยังแพงกว่า
ความเสี่ยงด้านความยั่งยืน: วัตถุดิบต้องไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการใช้ที่ดินหรือแย่งพื้นที่อาหาร จึงต้องมีระบบรับรองและตรวจสอบย้อนกลับ
กำลังการผลิตและการลงทุน: โรงงานต้องใช้เงินลงทุนสูงและระยะเวลาก่อสร้างนาน ผู้ผลิตจึงมักต้องการสัญญารับซื้อระยะยาว (Offtake Agreement) เพื่อสร้างความมั่นใจด้านการเงิน
การกระจายตัวของอุปทาน: SAF ผลิตเป็นกลุ่มในบางภูมิภาค ไม่ได้มีให้เติมที่ทุกสนามบิน จึงเกิดแนวคิดการซื้อเชิงบัญชีแทนการเติมจริงทุกเที่ยวบิน
Book and Claim: ซื้อ SAF โดยไม่ต้องเติมในเที่ยวบินของตัวเอง
เนื่องจากสินค้าของผู้ส่งแต่ละรายไม่ได้ขึ้นเครื่องบินที่เติม SAF เสมอไป ระบบ Book and Claim จึงแยก "ประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อม" ออกจาก "ตัวเชื้อเพลิง" ทางกายภาพ กล่าวคือ SAF ถูกเติมที่สนามบินใดสนามบินหนึ่งที่มีอุปทาน จากนั้นสิทธิ์ลดคาร์บอนจะถูกออกเป็นใบรับรองและโอนให้บริษัทที่ซื้อ โดยมีทะเบียนกลางป้องกันการนับซ้ำ
ข้อดีคือผู้ส่งสินค้าที่อยู่ในภูมิภาคที่ยังไม่มี SAF ก็สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงนี้ได้ และส่งเสริมให้เกิดอุปสงค์ที่ผู้ผลิตใช้ประกอบการตัดสินใจลงทุน อย่างไรก็ตาม ผู้ซื้อต้องตรวจสอบมาตรฐานการบัญชีคาร์บอนที่ใช้ เช่นแนวทางของ GHG Protocol และ SBTi เพื่อดูว่ายอมรับการอ้างสิทธิ์ในลักษณะนี้ภายใต้เงื่อนไขใด และหลีกเลี่ยงความเสี่ยงด้านการกล่าวอ้างด้านสิ่งแวดล้อมเกินจริง (Greenwashing)
ผู้ส่งสินค้าและผู้ให้บริการโลจิสติกส์ควรทำอย่างไร
การเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องซื้อ SAF ปริมาณมากทันที แนวทางเชิงปฏิบัติมีดังนี้
เริ่มจากการวัด: แยกคาร์บอนจากการขนส่งทางอากาศออกมาให้ชัดเจนต่อเลน ต่อลูกค้า และต่อสินค้า เพื่อดูว่าจุดใดมีสัดส่วนสูงสุด หากไม่มีข้อมูลฐานที่เชื่อถือได้ การตั้งเป้าหมายจะไม่มีความหมาย
ตรวจสอบทางเลือกโหมดขนส่ง: บางเส้นทางสามารถเปลี่ยนจากอากาศเป็นเรือหรือทางรางร่วมกับการวางแผนสต็อกล่วงหน้าได้ ซึ่งลดคาร์บอนได้มากกว่า SAF ในบางกรณี และควรทำควบคู่กัน
เจรจากับสายการบินและผู้ให้บริการขนส่ง: สอบถามโปรแกรม SAF ที่มี รูปแบบการออกใบรับรอง และการแสดงหลักฐานในรายงาน ขอให้ระบุตัวเลขการลดตามวิธีคำนวณที่ตรวจสอบได้
รวม SAF ไว้ในสัญญาและงบประมาณ: พิจารณาค่าธรรมเนียมหรือส่วนเพิ่มด้าน SAF แบบโปร่งใสในสัญญาขนส่ง และทดสอบผลกระทบต่อต้นทุนรวม (Total Cost) หากกฎระเบียบเข้มข้นขึ้น
ใช้ใบรับรองที่ตรวจสอบได้: เลือกโครงการที่มีการรับรองโดยบุคคลที่สาม มีทะเบียนป้องกันการนับซ้ำ และเปิดเผยวัตถุดิบและเส้นทางการผลิต
ความเสี่ยงที่ควรระวัง
แรกสุดคือความเสี่ยงด้านราคาและอุปทาน เพราะตลาดยังเล็กและผันผวนตามนโยบาย ถัดมาคือความเสี่ยงด้านชื่อเสียงหากกล่าวอ้างการลดคาร์บอนเกินกว่าหลักฐาน และสุดท้ายคือความเสี่ยงของการพึ่ง SAF เพียงอย่างเดียว ทั้งที่การลดคาร์บอนของโลจิสติกส์ควรเป็นชุดมาตรการ ได้แก่ ลดความจำเป็นในการบินด่วน ปรับโครงข่าย เพิ่มประสิทธิภาพการบรรทุก และใช้ SAF เป็นส่วนเสริม
สรุป
SAF คือเชื้อเพลิงอากาศยานแบบ Drop-in ที่ผลิตจากวัตถุดิบหมุนเวียนหรือสังเคราะห์ และช่วยลดคาร์บอนตลอดวงจรชีวิตได้มากเมื่อเทียบกับน้ำมันฟอสซิล แม้ปัจจุบันจะยังมีราคาสูงและกำลังผลิตจำกัด แต่แรงผลักดันจากกฎระเบียบอย่าง ReFuelEU และความต้องการลดคาร์บอนของลูกค้าองค์กรทำให้ SAF กลายเป็นเรื่องที่ผู้บริหารโลจิสติกส์ไม่อาจมองข้าม
สำหรับผู้ส่งสินค้า ขั้นแรกคือวัดคาร์บอนจากการขนส่งทางอากาศให้ชัด ขั้นถัดมาคือทำความเข้าใจกลไก Book and Claim และเจรจาโปรแกรมกับพันธมิตรขนส่งอย่างโปร่งใส พร้อมวางมาตรการอื่นควบคู่กัน ผู้ที่เตรียมข้อมูลและสัญญาไว้ก่อนจะรับมือต้นทุนและกฎระเบียบที่ตามมาได้ดีกว่า โดยไม่ต้องรอให้ตลาด SAF เติบโตเต็มที่
ฟลุ้ค (นักศึกษา)


