แชร์

ความแตกต่างระหว่าง Inbound และ Outbound

อัพเดทล่าสุด: 22 ก.ค. 2024
2689 ผู้เข้าชม

Inbound คืออะไร?

               กระบวนการ Inbound ใน Fulfillment หมายถึง การที่ผู้ประกอบการนำสินค้ามาสต๊อกไว้ที่คลังสินค้าครบวงจร โดยเกิดขึ้นหลังจากมีการสมัครใช้งาน หรือเซ็นสัญญาการใช้บริการกับคลังนั้น ๆ เรียบร้อยแล้ว และจึงนัดวันเพื่อทำการส่งมอบสินค้ามายังคลังเพื่อทำการเซตระบบ Fulfillment ระบุจำนวนสต๊อก หรือจำนวนสินค้าคงคลังเพื่อติดตามเช็คสต๊อกสินค้าและสถานะการจัดส่งได้ในระบบ และเตรียมเข้าสู่การรับคำสั่งซื้อและแพ็คพร้อมส่งต่อไป

Outbound คืออะไร?

               กระบวนการ Outbound ใน Fulfillment หมายถึง กระบวนการขาออก โดยเกิดขึ้นหลังจาสินค้ามีการ Inbound หรือนำเข้าคลังเรียบร้อยแล้ว เมื่อมีออเดอร์เข้ามาจากแต่ละแพลตฟอร์ม และลงระบบ Fulfillment ที่ใช้งานเรียบร้อยแล้ว กระบวนการหลังจากนั้น นั่นคือการที่คลังได้รับออเดอร์ และแพ็คสินค้า ส่งมอบให้กับขนส่งชั้นนำ นั่นคือกระบวนการขาออก หรือส่งออกจากคลังไปถึงมือผู้รับปลายทางนั่นเอง


ความแตกต่างระหว่าง Inbound(ขาเข้า) และ Outbound(ขาออก)

               โลจิสติกส์ขาเข้าเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการนำสินค้าเข้ามาเก็บคงคลัง ส่วนโลจิสติกส์ขาออกเป็นกระบวนการกระจายสินค้าไปยังลูกค้าหรือผู้บริโภค หรือส่งมอบให้กับขนส่ง ส่วนโลจิสติกส์ขาออกนั้นมุ่งเน้นในด้านการนำสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ส่งมอบให้ขนส่งไปยังลูกค้าหรือผู้บริโภค

               โลจิสติกส์ขาเข้าเป็นกิจกรรมที่ต้องมีการจัดการด้านความสัมพันธ์ระหว่างผู้ประกอบการ และคลังสินค้า (Fulfillment) ส่วนโลจิสติกส์ขาออกเป็นการจัดการด้านความสัมพันธ์ระหว่าง คลัง Fulfillment กับขนส่งเพื่อส่งมอบให้กับลูกค้าหรือผู้บริโภคปลายทาง


 
BY : ICE
ที่มา : https://blog.boxme.asia/th


บทความที่เกี่ยวข้อง
ปัญหาที่พบบ่อยในการบริหารโลจิสติกส์ และวิธีแก้อย่างมืออาชีพ
รวมปัญหาที่มักเกิดในงานโลจิสติกส์ พร้อมแนวทางแก้ไขตั้งแต่การวางแผนเส้นทางจนถึงการบริหารคลังสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ร่วมมือ.jpg เหมาคัน
11 พ.ย. 2025
Milk Run Logistics การวางแผนเส้นทางขนส่งเพื่อประหยัดต้นทุน
หนึ่งในกลยุทธ์ที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ก็คือ “Milk Run Logistics” แนวคิดการขนส่งที่เน้นการ รวมเส้นทางและการใช้ทรัพยากรให้คุ้มค่า
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
30 ส.ค. 2025
Reverse Logistics: เปลี่ยน "ของตีกลับ" ให้กลายเป็น "โอกาส" ทางธุรกิจได้อย่างไร?
สำหรับธุรกิจ โดยเฉพาะในยุคอีคอมเมิร์ซที่การซื้อขายเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว คำว่า "ของตีกลับ" หรือ "สินค้าคืน" มักเป็นคำที่ไม่มีใครอยากได้ยิน มันคือภาพสะท้อนของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทั้งค่าขนส่งที่เสียไป ค่าแรงงานในการจัดการ และมูลค่าสินค้าที่อาจลดลง แต่ถ้าเราลองเปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเรามองว่าสินค้าทุกชิ้นที่ถูกส่งคืน ไม่ใช่แค่ "ต้นทุน" แต่เป็น "โอกาส" ที่ซ่อนอยู่ในการสร้างความภักดีของลูกค้า, การเก็บข้อมูลล้ำค่า, และแม้กระทั่งการสร้างรายได้ใหม่ๆ บทความนี้จะพาไปสำรวจโลกของ Reverse Logistics (โลจิสติกส์ย้อนกลับ) และวิธีเปลี่ยนกระบวนการที่น่าปวดหัวนี้ให้กลายเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญที่สร้างความได้เปรียบให้กับธุรกิจของคุณ
ChatGPT_Image_27_มิ_ย_2568_09_35_26.png BANKKUNG
16 ก.ย. 2025
icon-messenger
เว็บไซต์นี้มีการใช้งานคุกกี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและประสบการณ์ที่ดีในการใช้งานเว็บไซต์ของท่าน ท่านสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และ นโยบายคุกกี้